วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

"ผมร่วงผิดปกติ" และ "วิธีแก้อาการผมร่วง"



เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) เชื่อได้เลยค่ะว่า คงจะมีสาวๆ หลายๆ คนที่เคยเจอปัญหาผมร่วงผิดปกติกันมาบ้าง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้วิธีแก้อาการผมร่วงอย่างถูกวิธีหล่ะจริงมั้ยค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยมี วิธีแก้อาการผมร่วง มาฝากคุณผู้หญิงหรือใครๆ ที่กำลังพบเจอกับปัญหาผมร่วงผิดปกติให้ได้รู้กันค่ะ จะได้รู้กับวิธีแก้อาการผมร่วงอย่างถูกต้องถูกวิธีกันนั้นเป็นเช่นไรค่ะ แล้วนับจากนี้ไปปัญหาผมร่วงผิดปกติที่ทำร้ายความเชื่อมั่นของสาวๆ หลายๆ ท่าน จะไม่เกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีแก้อาการผมร่วงไปพร้อมกับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยดีกว่าค่ะ แล้วครั้งหน้าเมื่อเกิดอากาผมร่วงผิดปกติก็จะได้มีวิธีแก้อาการผมร่วงมาเป็นตัวช่วยได้ทันถ่วงถี่กันเลยหล่ะทีนี้ หายจากความกังวลเรื่องเส้นผมกันก็ครานี้

ผมร่วงผิดปกติ

ผู้ที่มีเส้นผมร่วงมากจนผิดปกติ เกิดจากปัจจัยมากมาย ดังนี้

1. ผมร่วงชนิดชั่วคราว

สาเหตุ เช่น มีความเครียดเป็นเวลานานๆ มักมีอาการผมร่วงตามมาแบบไม่รู้ตัว สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัยหรืออาจเกิดจากอาการป่วยหรือเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือ เกิดในเพศหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรและในผู้ที่นิยมทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น
การรักษา อาการผมร่วงชนิดนี้ ไม่จำเป็นต้องรับการรักษาเพราะสามารถหายได้เอง

2. ผมร่วงจากกรรมพันธุ์

เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรนในร่างกายสามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง แต่จะพบในชายมากกว่า
การรักษา สามารถแก้ได้ยากมากแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามคิดค้นยาใหม่ๆ แต่พบว่า ไม่ได้ผล แพทย์ผิวหนังจึงนิยมจ่ายยาเพื่อลดปริมาณของฮอร์โมนชนิดดังกล่าวในร่างกายหรือจ่ายยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีอาการข้างเคียง คือ การงอกของเส้นผมจะเป็นเพียงเส้นขนอ่อนและบางเท่านั้น หรือแม้แต่ยาในกลุ่มสเตรียรอยด์ที่แพทย์บางคนนิยมจ่ายก็ได้ผลยากมาก แต่ที่แน่ๆ คือ จะได้รับอันตรายจากยาอันตรายเท่านี้แทน


วิธีแก้อาการผมร่วง

1. สารสำคัญในการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผม เพื่อป้องกันผมร่วง เช่น วิตามินชนิดต่างๆ และสารสกัดจากสมุนไพร

2. สารอาหารในกลุ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้รากผมและเส้นผม

3. สารสำคัญ ที่มีประสิทธิภาพลดและควบคุมปริมาณไขมันของหนังศรีษะและลดอาการอักเสบของต่อมไขมัน

4. สารสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนหนังศรีษะ


ข้อควรสังเกต

หากยาและผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงมีประสิทธิภาพสามารถแก้ผมร่วงได้จริงเราคงไม่เห็นคนหัวเถิกหรือหัวล้านในทุกประเทศทั่วโลก เพราะสาเหตุจากกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับความเป็นจริง ดังนั้น อาจสามารถแก้ไขปัญหาโดยการใส่วิกหรือถักผมลงบนศรีษะ ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการพยายามหายาวิเศษที่เป็นอันตรายแต่ไร้ความหวังมาเป็นที่พึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีดูแลเส้นผมจาก มติชนออนไลน์ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน



ถ้าเอ่ยถึงเห็ดหลายๆ คนจะนึกถึงเห็ดอะไรบ้างค่ะ เห็ดมีหลายชื่อหลายชนิด ทั้งที่กินได้ แล้วก็กินไม่ได้ เชื่อว่าทุกๆ คนต้องเคยกินเห็ดแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง และอีกมากมายหลายชนิดและเห็ดก็จัดเป็นผักอีกหนึ่งประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเช่นกัน แต่เห็ดที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จะพูดถึงในวันนี้เชื่อว่าหลายๆ คนไม่ค่อยจะรู้จักกันสักเท่าไหร่ค่ะ เห็ดชนิดนี้มีชื่อว่า เห็นกระถินพิมาน ได้ยินมาว่าเห็ดชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมาก เชื่อหรือไม่ค่ะว่า สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นั่นสามารถยับยั่งเซล์ลมะเร็งได้ ไม่นานเชื่อใช่มั้ยหล่ะค่ะ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยมีข้อมูลของ สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นี้มาฝากกันนะค่ะ ข้อมูลที่แท้จริงของ สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นี้จะเป็นอย่างไร แล้วช่วยยับยั้งเซล์ลมะเร็งได้จริงหรือไม่ งั้นตามเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มาดูข้อมูลด้านล่างนี้พร้อมกันเลยนะค่ะ


สรรพคุณ / ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน

"เห็ดกระถินพิมาน" (Phellinus igniarius) หรือที่ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า คะยา หรือ หนามขาว ชาวสุโขทัย เรียกว่า กระถินป่า หรือ กระถินวิมาน ชาวภาคกลางเรียก กระถินหางกระรอก หรือ กระถินพิมาน นั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Fomes rimosus (Berk.) Cooke. เป็นเห็ดในตระกูล olyporaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 8-10 เมตร มักขึ้นตามป่าละเมาะ หรือป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง อย่างในประเทศไทยก็พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทั่วไปของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะมีลำต้นเป็นสีน้ำตาล มีหนามใบเล็กละเอียดออกตามก้านใบสลับตรงกันข้าม ใบของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นพู่สีขาวอมม่วง ปลายเป็นขนสีเหลืองส่งกลิ่นหอม ฝักแบนโค้งสีน้ำตาล ส่วนดอกเห็ดจะมีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ไม่มีก้าน และเจริญออกมาจากลำต้นไม้ในลักษณะเป็นก้อนครึ่งวงกลม

ทั้งนี้ ตามตำรับยาสมุนไพร ระบุไว้ว่า ส่วน "ราก" และ "ต้น" ของ "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถนำไปใช้ทำยาได้หลากหลายอาการ คือ ส่วนราก ซึ่งมีรสฝาดเฝื่อน สามารถนำไปแก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษงูได้ ขณะที่ลำต้น จะใช้ "เห็ด" ซึ่งมีรสเมาเบื่อ ไปแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ถ้านำเห็ดไปฝนกับน้ำปูนใสหรือเหล้าแล้วนำไปหยอดหู จะแก้ปวดหู แก้พิษฝีในหูได้ นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาทาบาดแผลที่เน่าเปื่อย น้ำเหลืองเสีย สามารถแก้เริม แก้งูสวัดได้อีกด้วย

ส่วนที่มีเสียงร่ำลือว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเทคและเห็ด มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และผู้อำนวยสถาบันอานนท์ไบโอเทค ผู้เชี่ยวชาญเห็ด องค์การค้าโลกแห่งสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2524-2548 ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการเพาะ "เห็ดกระถินพิมาน" มาแล้ว ให้ข้อมูลว่า เห็ดดังกล่าวมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากิน "เห็ดกระถินพิมาน" แล้วจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้เลย เพราะต้องนำเห็ดมาผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยจุลินทรีย์ก่อน เพื่อให้ได้ผลดี รวมทั้งยังต้องควบคุมการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย การใช้ "เห็ดกระถินพิมาน" รักษามะเร็งจึงจะสัมฤทธิ์ผล และนอกจากโรคมะเร็งแล้ว งานวิจัยก็ยังพบว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคเบาหวาน สร้างเม็ดเลือด แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

ดร.อานนท์ ยังบอกด้วยว่า ในอดีต ประเทศไทยพบ "เห็ดกระถินพิมาน" ในจังหวัดสกลนคร และแถบอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่านี่คือเห็ด นึกว่าเป็นไม้แห้ง จึงไม่ได้สนใจ และนำไปทำฟืนแทน ก่อนที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะไปพบเข้า จึงนำเห็ดดังกล่าวไปสกัดเป็นยาในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเห็ดชนิดนี้ในต่างประเทศซื้อขายกันในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

12 ข้อ การใช้ยาอย่างถูกวิธี



การกินยาไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่การใช้ยาอย่างถูกวิธีเป็นเรื่องที่ดีและสำคัญมาก หากว่าคุณกินยาผิดหรือกินยาไม่ ถูกวิธีอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ยาก่อนอาหารแต่กินหลังอาหาร หรือ ยาหลังอาหารแต่กินก่อนอาหาร หรือแม้แต่กินยาเกินขนาด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลข้างเคียงด้วยกันทั้งนั้นดีไม่ดีอาจจะถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นเรามาเรียนรู้ การใช้ยาอย่างถูกวิธี กันเถอะค่ะ

การใช้ยาอย่างถูกวิธี

1.ก่อนการสั่งยาจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง คุณควรแจ้งประวัติในการแพ้ยาและโรคประจำตัวอย่างละเอียด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับ ไต เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เกี่ยวกับการกำจัดและขับของเสียออกจากร่างกาย และควรสอบถามชื่อยาทางการค้าและชื่อยาสามัญจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

2.ยาที่คุณต้องใช้บ่อย ๆ ควรศึกษาเกี่ยวกับขนาดที่ใช้และอาการข้างเคียงด้วยโดยอาจสอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร

3.ควรกินยาหรือใช้ยาตามที่กำหนด เพราะยาบางอย่างมีวิธีใช้เฉพาะเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีและมีสรรพคุณตามต้องการ เช่น ยาผงแห้ง ยาแก้อักเสบสำหรับเด็ก หากนำไปผสมกับน้ำร้อนจะทำให้เสื่อมสภาพได้

4.เมื่ออาการดีขึ้นหรือกลับเป็นหนักกว่าเก่า คุณไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเองเพราะยาบางชนิดหากมีการเพิ่มยาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดผลเสียที่รุนแรง เช่น ยาโรคหัวใจ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น

5.ไม่ควรใช้ยาร่วมกัน เพราะยาที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายให้นั้นจะต้องมีการพิจารณาแล้วว่า เหมาะกับโรคหรืออาการของผู้ป่วยแต่ละรายยกเว้นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ร่วมกันได้

6.หากต้องการใช้ยาเพิ่มจากที่เคยใช้อยู่คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพราะการใช้ยามากชนิดหรือเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงหรือเพิ่มพิษของยาได้

7.ยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง และต้องกินติดต่อกันควรมีติดตัวไว้ตลอดโดยเฉพาะเวลาเดินทาง เพราะยาบางชนิดถ้าหยุดอย่างกะทันหันอาจทำให้อาการกำเริบเป็นอันตรายได้

8.ควรอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนการใช้ยา และไม่ควรอ่านฉลาดยาในที่มืดเพราะอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและกินยาผิดพลาดได้

9.ไม่ควรกินยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

10.ไม่ควรกินยาร่วมกับชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้ยามีผลการรักษาลดลง

11.ไม่ควรดื่มนมร่วมกับยาระบาย เพราะอาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องเสียได้

12.หากกินยาแล้วมีอาการ ไข้ ผื่นแดงคัน ลมพิษ บวมเนื้อเยื่ออ่อน บวมแดง แสบ อาเจียน หอบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหัวรุนแรง ควรหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการแพ้ยาและนำยาที่มีอาการแพ้ไปแสดงให้แพทย์ทราบเพื่อการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

การใช้ยาถูกวิธีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากมองข้ามอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ ฉะนั้นศึกษา 12 ข้อที่เราแนะนำนี้แล้วนำไปใช้ จะได้สุขภาพดีและปลอดภัยจากการใช้ยากันนะคะ

การให้บริการตรวจรักษา


คลินิก หู คอ จมูก ให้บริการตรวจรักษาโรคต่าง ๆ ดังนี้
บริการด้าน การตรวจวินิจฉัยโรค รักษาโรค หู คอ จมูก
ตรวจและรักษาโรคของหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ด้วยการใช้กล้องส่องตรวจ
ผู้ป่วยสามารถมองเห็นภายในหูของตนเองได้ ผ่านจอมอนิเตอร์
ตรวจรักษาโรคบริเวณจมูกและไซนัส ด้วยกล้องส่องและแสดงภาพทางจอมอนิเตอร์
ตรวจลำคอและกล่องเสียง ด้วยกล้องที่ทันสมัย สามารถมองเห็นพยาธิสภาพที่แท้จริง
ตรวจรักษาโรคเวียนศรีษะ
ตรวจการได้ยิน โดยนักตรวจการได้ยิน รวมทั้งสามารถให้คำแนะนำการใช้และการปรับแต่งเครื่องช่วยการได้ยินแก่ผู้ป่วย

โรคหู คอ จมูก หมายถึงอะไร?
โรคหู คอ จมูก หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะข้างต้นด้วย อาทิ ระบบประสาทการทรงตัว,ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อของใบหน้าหลอดอาหาร,หลอดลม,โพรงไซนัส,ผิวหนัง,กล้ามเนื้อ,กระดูกของใบหน้าและลำคอ รวมทั้งปาก และขากรรไกร
ท่านมีอาการอะไร?จึงควรไปพบแพทย์ หู คอ จมูก

อาการดังต่อไปนี้แสดงว่าท่านอาจมีโรคทางหูอ คอ จมูก อาทิ มีก้อนหรือแผลบริเวณใบหู ปวดหู คันหู มีน้ำหนวกไหล หูอื้อ มีเสียงหึ่ง ๆ ดังในหู เวียนศรีษะ หน้าเบี้ยวเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่ทำงาน แสดงว่าท่านมีโรคของหู หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับหู
ถ้าท่านมีก้อนที่คอ ในช่องปาก ใบหน้า ไม่ว่าส่วนใด ๆ ก็ตาม หรือมีอาการเสียงแหบ เจ็บคอระคายคอ จุกแน่นในลำคอ กลืนอาหารลำบาก ท่านควรได้รับการตรวจเช็คกับแพทย์หู คอ จมูก หรือถ้ามีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย ๆ มีอาการปวดศรีษะหรือใบหน้า ท่านอาจจะมีโรคของระบบจมูก ทางเดินหายใจ หรือโพรงไซนัส


อาการต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่สำคัญอาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของโรคร้ายแรงในบริเวณ หู คอ จมูก อาการเหล่านี้ ได้แก่
โรคหูน้ำหนวก
อาจเกิดจาาการชอบปั่นหู แคะหูทุกวัน ขี้หูมักออกมาได้เอง ดังนั้นอย่าปั่นหู แคะหูทุกวันจนติดเป็นนิสัย ปั่นหูเล่นบ่อย ๆ ทำให้เป็นเชื้อรา ทำให้คันสุดท้ายรูหู ใบหู อาจอักเสบอย่างรุนแรง

โรคหูน้ำหนวกจากแก้วหูทะลุ
อาการ น้ำหนวกไหล ๆ หยุด ๆ และหูตึง รักษาโดยใช้ยาหยอดหู เมื่อมีน้ำไหล (ไม่ควรใช้ยาผง) การป้องกัน อย่าให้น้ำเข้าหู ไม่ควรปั่นหู ล้างหูอย่าปล่อยให้เป็นหวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกในผู้ใหญ่ มักเป็นมาตั้งแต่เด็กอย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา
ปวดหู

อาการปวดหูที่เป็นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าไม่มีอาการของช่องหูอักเสบ หรืออาการของหวัดอาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณลำคอ ช่องปาก หรือหู

เลือดออก

อาการเลือดออกทางจมูก หรือ ปาก ไม่ว่าจะออกมาเป็นจำนวนมากหรือน้อย อาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณช่องจมูก หรือลำคอ

เจ็บคอ

ถ้าเป็นอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย อาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณลำคอ หรือช่องปาก

ท่านเป็นโรคหูหรือเปล่า
โรคหูมีอาการสำคัญ 5 ประการ
ปวดหนักใบหู
ในหูมีน้ำ
ฟังคำไม่รู้
ในหูมีเสียง
เอี้ยวเอียงเวียนหัว
ถ้ามีอาการอย่างเดียว สงสัยว่าเป็นโรคหู
ถ้ามีอาการ 2 อย่าง ท่านเป็นโรคหู
ถ้ามีอาการ 3 อย่าง ควรปรึกษาแพทย์
ถ้ามีอาการ 4 อย่าง รีบพบแพทย์ หู คอ จมูก
ถ้ามีอาการ 5 อย่าง ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
เครื่องตรวจการได้ยิน
ถ้าท่านมีอาการหูดังต่อไปนี้ หูอื้อ หูหนวก หูตึง หูอักเสบ มีน้ำในหู มีเสียงดังในหู และเวียนศรีษะบ้านหมุน เรามีเครื่องตรวจการได้ยินที่ทันสมัย สะดวกตรวจง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลสิ้นเปลืองน้อย ทราบผลเร็ว และแม่นยำ

"โปรดจำไว้เสมอว่า การรักษาโรคของหู คอ จมูกให้หายขาด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์"

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น



ผงเข้าตา

อย่าขยี้ตา รีบลืมตาในน้ำสะอาด และกลอกตาไปมาถ้ายังไม่ออก ให้คนช่วยใช้มุมผ้าเช็ดหน้าเขี่ยออก ถ้าไม่ได้ควรไปพบแพทย์

ไฟฟ้าช๊อต
รีบปิดสวิทซ์ไฟทันที ถ้าทำได้
ถ้าไม่สามารถปิดสวิทซ์ไฟได้ ห้ามใช้มือจับต้องคนที่ถูกไฟช๊อต ให้ยืนในที่แห้งแล้วใช้สิ่งไม่นำไฟฟ้า เช่นไม้ เก้าอี้ไม้ เขี่ยออกจากตัวผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยหลุดออกมาแล้วให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
งูพิษกัด
ดูรอยแผล จะมีรอยเขี้ยว 1 หรือ 2 จุด (ถ้างูไม่มีพิษกัดจะเป็นรอยถลอกให้ทำแผลแบบแผลถลอก)
ใช้เชือกหรือเข็มขัดหรือยางรัดเหนือแผล (ระหว่างแผลกับหัวใจ)ให้แน่นพอสมควรอย่าแน่นมาก
ให้นอนนิ่ง พูดปลอบใจอย่าให้กลัว
ห้ามให้ดื่มสุรา ยาดองเหล้า หรือยากล่อมประสาท
รีบพาไปพบแพทย์ ควรนำงูไปด้วย6.ถ้าหยุดหายใจ ให้เป่าปากช่วยหายใจ
การเป่าปากช่วยหายใจ
วางผู้ป่วยนอนหงาย
ใช้ของหนุนไหล่ให้สูง หรือใช้มือยกคอให้สูงขึ้นโดยให้ศีรษะตกหงายไปข้างหลัง
อ้าปากออก เช็ดน้ำมูกน้ำลาย และล้วงเอาของในปากออก
ผู้ช่วยหายใจหายใจเข้าเต็มปอดของตน
อ้าปากคร่อมไปบนปากผู้ป่วย
แมลงเข้าหู
ควรพาเข้าไปในที่มืด แล้วใช้ไฟฉายส่อง (แมลงจะออกมาตามแสง) หรือเอาน้ำหยอดให้แมลงลอยน้ำขึ้นมาหรือใช้น้ำมันหรือกรีเซอรีนบอแรกซ์หยอดหู แมลงจะตายในหูแล้วเขี่ยหรือคีบออกมา
ถ้ามีประวัติหูน้ำหนวกข้างนั้น หรือทำตามดังกล่าวไม่ได้ผล ควรรีบไปพบแพทย์

เลือดกำเดา
ให้นั่งนิ่ง หงายศรีษะไปด้านหลัง หรือนอนหนุนไหล่หรือศีรษะให้สูง
ใช้ผ้าสะอาดม้วนอุดรูจมูกข้างนั้น หรือใช้มือบีบจมูกทั้งสองข้าง ให้หายใจทางปากแทน
วางน้ำแข็งหรือผ้าเญ้นบนสันจมูก หน้าผากใต้ยากระไกร
ถ้าเลือดไม่หยุด ควรรีบไปพบแพทย์
ถ้าออกบ่อย อาจเป็นความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์


กลืนเหรียญ หรือสิ่งของแล้วติดหลอดลม
ถ้าพบในเด็กเล็ก จับห้อยศรีษะลงต่ำ ตบหลังแรง ๆ ให้เด็กไอออกมา
ถ้าพบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ จับพาดตักหรือโต๊ะให้ศรีษะต่ำและก้มหน้าลงแล้วตบหลังบริเวณระหว่างสะบัก 2 ข้าง หรือใช้วิธีรัดท้องอัดยอดอก
ถ้ายังไม่ออกให้พาไปโรงพยาบาลโดยเร็ว


กรดหรือด่างเข้าตา
อย่าขยี้ตา รีบล้างด้วยน้ำสะอาดมาก ๆ และหลาย ๆ ครั้ง
รีบพาไปหาหมอ
ห้ามใช้ด่างหรือกรดไปล้างฤทธิ์ เพราะยิ่งจะมีอันตรายต่อดวงตามากขึ้น

กระดูกหัก

วางอวัยวะส่วนนั้นลงบนแผ่นไม้ หรือกิ่งไม้หรือนิตยสารที่หนา ๆ
ใช้ผ้าพันยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
ถ้าเป็นที่ปลายแขนหรือมือ ใช้ผ้าคล้องคอ


การห้ามเลือด
ถ้าบาดแผลเล็ก กดปากแผลด้วยผ้าสะอาด
ถ้าบาดแผลใหญ่ ใช้ผ้า เชือก หรือสายยางรัดเหนือแผล (ระหว่างบาดแผลกับหัวใจ) ให้แน่น

วิธีการดูแลรักษาสุขภาพ



สุขภาพ

สุขภาพดีคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา สุขภาพดีเป็นสิ่งพรหมลิขิตให้แต่ไม่ทั้งหมด หลายคนไขว่ขว้าหาสุขภาพดี ใช้เงินใช้ทองซื้อทำสปา เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ซื้ออาหารลดน้ำหนักมารับประทาน การมีสุขภาพที่ดีต้องอาศัยตัวเองดูแลสุขภาพ ให้เวลากับตัวเองเพียงวันละ 1 ชั่วโมงในการออกกำลังกาย อีก 7 ชั่วโมงในการนอนหลับ และรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ



ธรรมชาติคงไม่ให้สุขภาพที่ดีแด่คนที่ชอบทำร้ายตัวเองอยู่เรื่อย แม้ว่าจะทราบแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ สุขภาพไม่สามารถซื้อด้วยเงินถึงแม้คุณจะรวยเป็นมหาเศรษฐีหากคุณไม่ดูแลตัวเองให้ดี เงินที่มีอยู่เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น

หลายท่านคิดว่าการออกกำลังกายเสียเวลา ท่านลองจิตนาการถึงภาระงานที่ท่านรับผิดชอบในแต่ละวันว่ามีมากน้อยเพียงใด หากท่านไม่ดูแลตัวเองและเกิดโชคร้ายท่านเป็นโรคอัมพาตหรือโรคหัวใจ ภาระที่ท่านว่ามากมายจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ภาระเหล่านั้นใครจะเป็นคนดูแล และหากโชคร้ายถึงขั้นช่วยตัวเองไม่ได้ ใครจะมาเป็นคนดูแลท่าน ท่านเพียงเสียเวลาวันละประมาณ 1 ชั่วโมง หรือท่านอาจจะใช้เวลาในการดูทีวีและออกกำลังกายไปด้วยกันซึ่งก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้น

หลายท่านเชื่อว่า คนผอมเท่านั้นที่มีสุขภาพดี จึงทำการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นการใหญ่เพื่อให้น้ำหนักได้มาตรฐาน แต่การลดน้ำหนักอาจจะเป็นเรื่องลำบาก และการอดอาหารเป็นเวลานานๆอาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ จึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้เปลี่ยนมุมมองใหม่

การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่หมายถึงการที่เราดูแลตัวเองอย่าถูกต้องตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปี้กระเปร่าพร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน เนื้อหาที่จะกล่าวจะเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของท่าน

การปฏิบัติตามแนวทางไม่ได้ต้องการให้ท่านมีอายุยาวหมื่นๆปีแต่ต้องการให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย สามารถหลีกเลี่ยงโรคที่ป้องกันได้ อายุยืนยาวขึ้น การที่จะมีสุขภาพที่ดีต้องประกอบไปด้วยการดูแลดังต่อไปนี้

ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้นมีการเลือกรับประทานอาหาร มีการรณณรงค์เรื่องการสูบบุหรี การดื่มสุรา และการออกกำลังกาย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิตโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นมาก สาเหตุที่สำคัญเกิดจากความไม่สมดุลของการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน โรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิด เมื่อท่านได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดี สมาคมโภชนาการ สมาคมความดันโลหิตสูงได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการรับประทานอาหารซึ่งไม่เน้นเฉพาะพลังงานอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องสารอาหาร และการออกกำลังกาย หัวข้อที่กล่าวมีดังนี้

คำแนะนำสำหรับกลุ่มต่างๆ

อาหารที่รับประทานต้องมีพลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารเพียงพอ
กลุ่มคนทั่วๆไป

รับประทานอาหารหลากหลายให้ครบห้าหมู่โดยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว [Saturated fat],Tranfatty acid น้ำตาล เกลือ และสุรา
ปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่ควรเกินค่าที่กำหนด
กลุ่มคนต่างๆ

ผู้ที่สูงอายุมากกว่า 50 ปีควรจะได้รับวิตามิน B12 เสริม
หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็ก และอาหารที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีกรดโฟลิก
ผู้สูงอายุที่มีผิวคล้ำหรือไม่ถูกแดดควรจะได้วิตามินดีเสริม

กลุ่มคนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน
คำแนะนำ

การควบคุมน้ำหนักจะต้องรับประทานอาหารให้พลังงานที่ได้รับและใช้ไปเกิดความสมดุล
การลดน้ำหนักจะต้องค่อยลดพลังงานที่ได้รับจากอาหารโดยที่ไม่ขาดสารอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย
สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกินจะต้องปรึกษาแพทย์ดูแล ก่อนการจำกัดอาหาร
สำหรับคนท้องต้องควบคุมน้ำหนักอย่าให้เกิน
สำหรับคนทั่วไปที่มีโรคจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการควบคุมอาหาร
การจัดการเรื่องน้ำหนัก


ปัญหาเรื่องคนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นปัญหาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย นอกจากนั้นยังว่าว่าเด็กและเด็กวัยรุ่นมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้องรังต่างๆตามมา คนที่มีน้ำหนักเกินมักจะเกิดจากพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่มากเกินไป และพฤติกรรมในการออกกำลังกายน้อยเกินไป ลำพังการลดปริมาณวันละ 100 กิโลแคลอรีก็จะป้องกันน้ำหนักเพิ่ม หรือลดปริมาณลงวันละ 500 กิโลแคลอรีก็จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่การลดน้ำหนักโดยให้ลดอาหารเป็นเรื่องยากจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาล หรือการรับประทานอาหารมัน หรือเครื่องดื่ม คำแนะนำสำหรับการลดน้ำหนัก

การรักษาน้ำหนักให้ดีต้องปรับพลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ให้สมดุลกับพลังงานที่เราใช้(น้ำหนักเท่าเดิม)
การป้องกันน้ำหนักเกินทำได้โดยการลดปริมาณอาหาร ลดน้ำตาล และเพิ่มการออกกำลังกาย
คำแนะนำสำหรับคนอ้วนแต่ละกลุ่ม

การออกกำลังกาย
ส่งเสริมให้มีกิจกรรมให้มาก อย่านั่งๆนอนๆจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และการควบคุมน้ำหนักดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานปานกลาง มากกว่าปกติวันละ 30 นาทีทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือที่บ้าน เช่นการถูบ้าน การเดินขึ้นบันได การเดินเร็วๆไปจ่ายตลาด
ถ้าต้องการให้สุขภาพแข็งแรงให้ออกกำลังกายชนิดหนัก หรือออกกำลังกายนานขึ้น
ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนักหรือป้องกันน้ำหนักเพิ่มต้องออกกำลังกายชนิดปานกลางหรือชนิดหนักวันละ 60 นาทีทุกวัน โดยที่รับประทานอาหารที่มีพลังงานเท่าเดิม
ถ้าต้องการลดน้ำหนักลดน้ำหนักต้องออกกำลังกายปานกลางถึงหนักวันละ 60-90 นาทีโดยที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน
ส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงโดยการ ออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็ง ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ออกกำลังกายเพื่อให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดี ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีความอดทน

การออกกำลังสำหรับกลุ่มต่างๆ



เด็กและวัยรุ่นให้ออกกำลังกายวันละ 60 นาทีทุกวัน
ในคนท้องที่ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกายให้ออกกำลังปานกลางวันละ 30นาทีทุกวัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่จะเกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์
ผู้สูงอายุต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเสื่อมของอวัยวะ
ข้อเท็จจริงบางประการ

ปี 2002ร้อยละ 25 ของประกรของอเมริกาไม่ได้ออกกำลังกาย
ปี2003 ร้อยละ 38 ของประชากรวัยรุ่นใช้เวลาดูทีวีวันละ 3 ชั่วโมง
การออกกำลังกายชนิดหนักจะให้ผลดีต่อสุขถาพดีกว่าชนิดปานกลาง และใช้พลังงานมากว่า
การออกกำำลังกายจะทำให้การควบคุมอาหารทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราคนที่ออกกำลังกายสามารถรับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น
ต้องป้องกันร่างกายขาดน้ำโดยการดื่มอย่างเพียงพอ หรือดื่มขณะออกกำลังกาย หรือหลังการออกกำลังกาย
ให้มีการออกกำลังกายอย่างสมำ่เสมอ ลดการนอนหรือดูทีวีซึ่งจะทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี
เพื่อป้องกันหรือลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ให้ออกกกำลังกายปานกลางวันละ 30 นาที หรือกิจกรรมประจำวัน
หากออกกกำลังกายหนักเพิ่มขึ้น(ชนิดหนัก)ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ
หากต้องการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มต้องออกกำลังกายชนิดปานกลางวันละ 60 นาทีทุกวัน
หากต้องการลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่องต้องออกกำลังกายชนิดปานกลาง-หนักวันละ 60-90 นาที

คำแนะนำชนิดของอาหาร
รับประทานผักและผลไม้ให้มากโดยรับประทานน้ำผลไม้วันละ 2 แก้ว ผักวันละ 2 ถ้วย
ให้มีการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา
ให้รับประทานธัญพืชวันละกำมือ เช่นถั่วต่าง เม็ดทานตะวัน เม็ดแตงโม
ให้รับประทานนมพร่องมันเนยหรือผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย
คำแนะนำอาหารสำหรับเด็ก

เด็กและวัยรุ่นต้องรับประทานธัญพืชบ่อยๆ เด็กอายุ 2-8ขวบควรจะดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 แก้ว เด็กมากกว่า 9 ขวบควรดื่ม 3 แก้ว
กลุ่มอาหาร

เลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอโดยพลังงานที่ได้รับต้องไม่เกินเกณฑ์ตัวอย่างคนที่ได้รับพลังงาน 2000 กิโลแคลรอรีจะรับผลไม้ได้ไม่เกิน ผัก 21/2ถ้วยหรือนำผลไม้ไม่เกิน 2 ถ้วย
ให้เลือกผักและผลไม้ทั้ง 5 กลุ่มสับไปมา
ให้รับประทานส่วนประกอบของธัญพืช หรือเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าว อย่างน้อยวันละ 3 ส่วน
ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย
กลุ่มผักและผลไม้

ผลและผลไม้เป็นแหล่งให้สารอาหารแก่ร่างกายเป็นจำนวนมากตามตารางข้างล่าง
การรับประทานผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ
ผลและผลไม้แต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป ดังนั้นต้องสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละอาทิตย์ แบ่งผักออกเป็น 5 ชนิดและปริมาณที่ควรจะรับประทานในแต่ละสัปดาห์
ผักใบเขียว 3ถ้วยต่อสัปดาห์
ผักใบเหลือง 2 ถ้วยต่อสัปดาห์
ถั่ว 3 ถั่วต่อสัปดาห์
ผักพวกใหแป้ง(ผักพวกหัว) 3 ถั่วต่อสัปดาห์
ผักอื่นๆ 6 1/2 ต่อสัปดาห์

คำแนะนำสำหรับอาหารไขมัน
รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว saturated fat ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับหรือไม่เกินวันละ 300 กรัมของคลอเลสสเตอรอลล์ และหลีกเลี่ยงไขมันชนิด trans fatty acid
ปริมาณพลังงานที่ได้จากไขมันต้องไม่เกิน 30%ของปริมาณทั้งหมด และควรจะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวpolyunsaturated
and monounsaturated fatty acids จากพืชและถั่ว
เมื่อจะรับประทานเนื้อสัตว์ต้องเลือกเนื้อที่มีไขมันต่ำ เช่นเนื้อสันใน หรือแกะเอาหนังและไขมันทิ้ง
ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมัน trans fatty
สำหรับเด็กเล็กอายุ 2-3 ขวบให้รับประทานไขมันได้ถึงร้อยละ 30-35 สำหรับเด็กอายุ 4-18 ปีให้รับประทานอาหารไขมันได้ถึงร้อยละ 25-35 และแหล่งไขมันควรจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว polyunsaturated and monounsaturated
fatty acids,เช่น ปลา ถั่ว และน้ำมันพืช


คำแนะนำสำหรับอาหารจำพวกแป้ง
รับประทานอาหารพวกแป้งที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ผักและผลไม้
การปรุงอาหารไม่ไส่เกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป
ป้องกันฟันผุโดยการลดน้ำตาลและเครื่องดื่ม
การรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ
สำหรับคนทั่วไปให้รับประทานอาหารที่มีเกลือน้อยกว่า 2300 มิลิกรัม(ประมาณ 1 ช้อนชา)
เวลาปรุงอาหารให้ใส่เกลือให้น้อยที่สุด
สำหรับคนที่เสี่ยงต่อโรคความดํนโลหิตสูง(คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง อ้วน ผิวดำ โรคเบาหวาน)ต้องรับประทานเกลือเพียง 1500มิลิกรัม และรับประทานเกลือโปแตสเซียมวันละ 4700 มิลิกรัม

การดูแลรักษาระบบหายใจ

1. พยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อปอดจะได้รับก๊าซออกซิเจนเพียงพอ
2. ไม่สวมเสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดตึงจนเกินไป เพราะปอดจะขยายตัวไม่สะดวก
3. สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ ในขณะที่อากาศเย็น
4. ไม่สูบบุหรี่ และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดหรือวัณโรค เพราะอาจจะติดเชื้อได้
5. ยืนหรือนั่งตัวตรง เพื่อให้ปอดทำงานได้สะดวก
6. ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ