วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

วิธีคลายเครียดด้วยการทำสมาธิ (Meditation)



การทำสมาธิอาจมีความหมายที่แตกต่างกันไปตามความเข้าใจของแต่ละบุคคลและยังมีวิธีปฏิบัติที่หลากหลายอีกด้วย แต่การทำสมาธิเพื่อลดความเครียดและช่วยในการผ่อนคลายเป็นวิธีที่เรียกว่า “การกำหนดจิต” (mindful meditation) ซึ่งช่วยให้เราผ่อนคลายได้เร็วขึ้นถ้าฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

การกำหนดจิตคืออะไร

การทำสมาธิด้วยวิธีกำหนดจิตคือการนั่งลงโดย “ไม่ทำสิ่งใดเลย” รวมทั้งไม่คิดฟุ้งซ่านด้วย แล้วเพ่งสมาธิให้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น เมื่อปฏิบัติแล้ว เราจะสามารถปล่อยวางความคิดทั้งอดีตและอนาคตได้ หลังจากนั้นเมื่อกำหนดจิตจนชำนาญมากขึ้นเราจะพบว่าเรามีสติอยู่ตลอดเวลาแม้ไม่ได้ทำสมาธิอยู่ก็ตาม การมี “สติ” หมายถึงเราสามารถเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งที่เกิดขึ้น ณ จุดเวลานั้น

เนื่องจากชีวิตปัจจุบันของคนเราเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง หลายคนทำงานหลายอย่างๆ พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เช่น เราอาจจะเดินไปร้านขายของพร้อมกับจดรายชื่อของที่จะซื้อไปพร้อมๆ กับคุยโทรศัพท์ด้วย แต่เมื่อเรามีสติ เราจะทำทีละอย่าง เช่น ขณะกำลังเดินเราก็จะมีสติอยู่กับการเดินเพียงอย่างเดียว เราจะรับรู้ได้ว่าขณะนั้นอากาศที่สัมผัสตัวเราเป็นอย่างไร มันร้อนหรือหนาว มันแห้งหรือชื้น เท้าเรารับรู้สิ่งใดผ่านมาเมื่อย่ำเดินแต่ละก้าว รองเท้าเราส่งแรงมาถึงฝ่าเท้ามากแค่ไหน เท้าเรารู้สึกสบายและมั่นคงไหม นี่คือ “การเดินอย่างมีสติ” ที่ควรจะเป็น

วิธีฝึกฝนการทำสมาธิ

เตรียมตัวให้พร้อม

เลือกเวลาและสถานที่ที่เราสามารถทำสมาธิได้โดยไม่มีสิ่งใดรบกวน พยายามค้นหาสถานที่เงียบสงบแต่ก็ไม่ต้องกังวลหากมีเสียงรบกวนบ้าง เช่น เสียรถแล่นผ่าน ให้คิดเสียว่าเสียงรบกวนเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน ณ เวลานั้นด้วย
เมื่อเริ่มต้น พยายามทำสมาธิแค่ 10 นาทีในแต่ละครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มเวลาทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป เราสามารถทำสมาธิครั้งละ 10 นาทีในตอนเช้าและอีก 10 นาทีในตอนค่ำได้เช่นกัน
ก่อนที่จะนั่งลง ระลึกไว้ว่าเราอยู่ตรงนี้และกำลังเพ่งสมาธิอยู่ที่จุดเวลา ณ ปัจจุบัน วิธีนี้ช่วยให้จิตของเราไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น ถ้ามีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำหรือมีอะไรเข้ามาทำให้วอกแวกให้รอไว้ก่อนจนกว่าจะทำสมาธิเสร็จเรียบร้อย

วิธีปฏิบัติ

นั่งลงในท่าที่สบายบนเก้าอี้หรือบนพื้นก็ได้ หรืออาจจะนอนลงถ้ารู้สึกสบายมากกว่า อาจจะหลับตาหรือมองลงไปที่พื้นบริเวณที่อยู่ด้านหน้าเราไปประมาณ 2-3 นิ้ว
เมื่อนั่งลงแล้ว ให้พิจารณาการหายใจของเรา โดยเพิ่งสมาธิไปยังสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น อย่าพยายามเปลี่ยนจังหวะการหายใจ เพียงแค่สังเกตว่าเราอยู่สึกอย่างไรที่ปอดและทรวงอกของเราขณะนั้นก็พอ
ถ้าจิตของเรายังฟุ้งซ่านอยู่ อย่ากังวลหรือท้อใจว่าทำไมจึงทำไม่ได้ ลองสังเกตความคิดของตนเองดู เช่น “เราฟุ้งซ่านเพราะต้องไปประชุมตอนสิบโมงเช้า” เมื่อรับรู้ความคิดแล้วก็ให้ปล่อยมันไป แล้วดึงสมาธิกลับมาสู่ปัจจุบัน กลับมาสู่การหายใจของเราเช่นเดิม เราอาจลองทำเช่นนี้หลายๆ ครั้งระหว่างที่ทำสมาธิอยู่ก็ได้ ไม่ต้องฝืนพยายามหยุดคิดทุกครั้ง
ระหว่างทำสมาธิ เราอาจรู้สึกถึงอารมณ์บางอย่าง เช่น โกรธ, ทนไม่ไหว, เศร้า, หรือสุข อย่าพยายามยึดหรือทิ้งความรู้สึกเหล่านี้ไปเพราะสิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์หนึ่งในปัจจุบัน ณ เวลานั้นด้วยเช่นกัน พยายามตั้งสมาธิอยู่กับการหายใจจะช่วยให้เรายังคงมีสมาธิอยู่ได้และไม่หลงอยู่ในกระแสความคิดซึ่งอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวจุดประกายให้เกิดขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้สึกว่าทนทำสมาธิจนจบไม่ได้แน่ๆ เราต้องรีบไปซักผ้าแล้ว ลองพิจารณาว่าเราสามารถตั้งสมาธิอยู่ที่ความรู้สึกทนไม่ได้นี้นานกว่าความคิดที่อยากไปซักผ้าหรือไม่ ความรู้สึกทนไม่ได้นี้ส่งผลต่อร่างกายส่วนใดบ้าง เรารู้สึกตึงปวดไหม การหายใจของเราเปลี่ยนแปลงไหม

บทความโดย: ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออง
ข้อปฏิบัติ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี
ที่ผ่านมา เฮลท์ตี้ทอล์คเน้นถึงสุขภาพกายกันไปพอสมควรแล้ว ในฉบับนี้จะมาแนะนำสมาชิกLAทุกท่านถึงสุขภาพใจกันบ้าง เพราะการจะมีสุขภาพที่ดี ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีด้วยเช่นกัน คนที่มีสุขภาพจิตดีคือ คนที่มีลักษณะกิริยาสง่างาม ร่าเริง บ่งบอก ลักษณะภายในว่ามีความสุข มีความเชื่อมั่นในตนเอง น่าเข้าใกล้ น่าเคารพ หากเข้าใกล้ก็จะรู้สึก ถึงกระแสแห่งความ เบิกบาน ใจฉบับนี้จึงจะขอคัดย่อคำสอนจาก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก แห่งวัดสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ถึงข้อปฏิบัติในการ ที่จะ มีสุขภาพจิตที่ดี ดังนี้

1. เจริญอานาปานสติอย่างน้อย 20 นาที
ปกติเราต้องชำระร่างกายด้วยการอาบน้ำวันละ 1-2ครั้ง ถ้าไม่ได้อาบน้ำรู้สึกไม่สบายตัว จิตใจก็เหมือนกัน วันหนี่งกระทบ อารมณ์ที่ไม่พอใจ หดหู่ กลัว เศร้าหมอง ไม่สบายใจ ดังนั้นต้องชำระใจด้วย อานาปานสติ เมตตาภาวนา วันละ1-3ครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาทีให้เป็นกิจวัตรประจำวันไม่ให้ขาด ตั้งใจกำหนดอานาปานสติ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้มีสติและสัมปชัญญะกับลมหายใจ ปล่อยวางอดีต ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมา ไม่ต้องคิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แม้แต่ตัวเรา ปล่อยวางความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆ จิตของเรามีพลัง คิดอย่างไรก็อย่างนั้น ตั้งใจอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
2. มีสัมมาวาจา
เมื่อเราสำรวจชีวิตของเราตั้งแต่วัยเด็กจนถึงทุกวันนี้จะเห็นว่า "คำพูด"ของเราหลายๆครั้งที่สร้างปัญหา ทำให้แตกแยก ทำลายมิตรภาพ บางครั้งแม้เจตนาดี แต่คำพูดที่ดีของเราให้ผลออกมาเป็นร้ายก็มี ไม่เจตนาแต่เผลอพูด ไปเพียงไม่กี่คำทำให้ เขาเจ็บใจ ก็มี คำพูดจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราควรสำรวมระวัง ในคำพูดของตัวเองให้เป็น สัมมาวาจา คือเว้นจากการพูดไม่จริง เว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พยายามพูดไม่ให้เกิดโทษ ไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่นในแต่ละวันให้ทบทวนดูการกระท ำและคำพูดของเราที่ผ่านมา หากผิดพลาดก็ควรแก้ไข พูดดี พูดไพเราะ เป็นปิยวาจา ตั้งใจพูดสัมมาวาจาทุกเช้า ตั้งใจคอยติดตามสำรวจคำพูดของตัวเอง

3. พยายามแก้ไขตนเอง
เมื่อเราสังเกตดูจิตใจ ความคิดของตนเองแล้วจะเห็นว่าจิตใจของเราคิดแต่เรื่องของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ว่าเขาดี เขาไม่ดี น่ารัก น่าชัง ฯลฯ คิดเรื่องคนอื่นมากกว่า 90% คิดเรื่องของตนน้อยกว่า 10% อยากจะให้คนอื่นละความชั่วที่ไม่ถูกใจเรา อยากจะให้คนอื่นทำความดีเพื่อให้ถูกใจเรา แต่จิตของเรากลับปล่อยให้ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ฟุ้งซ่าน "โทษคนอื่นเห็นเป็นภูเขา โทษของเรา แลไม่เห็นเท่าเส้นผม"
สนใจดูตนเองให้มากขึ้น ดูคนอื่นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง เห็นตนเองในคนอื่นและเห็นคนอื่นในตนเอง เพราะไม่มาก ก็น้อย เราก็เหมือนๆกับคนอื่นเป็นการเจริญสติสัมปชัญญะ ทำให้มีเมตตา กรุณา ติเตียน ดูถูกคนอื่นน้อยลง ตำหนิติเตียนตน ด้วยสติปัญญา แก้ไขพัฒนาตนมากขึ้น เมื่อพบว่ามีข้อที่คิดว่าน่าแก้ไขให้ตั้งใจทุกวัน พยายามแก้ไขอยู่อย่างนั้น

ที่มา www.la-bicycle.com

จิตตกทำไงดี...มีทางออก!



เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยมีอาการเครียดๆ เบื่อๆ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร ท้องแท้เบื่อหน่ายชีวิต อาการเหล่านี้คืออาการที่เรียนว่า จิตตก นั้นเองค่ะ อาการนี้จะเกิดขึ้นจากการที่เราผิดหวังหรือว่าผิดพลาดอะไรที่สำคัญในชีวิต อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ความรู้สึกแย่ๆ ที่สร้างมันขึ้นมานั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้อยู่กับเรานานควรจะรีบๆ แก้ไข วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยมีเรื่องน่ารู้ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณกำลังสงสัยที่ว่า จิตตกทำไงดี มาฝากกันค่ะ สำหรับเกร็ดน่ารู้แก้อาการ จิตตกทำไงดี เป็นอีกหนึ่งความรู้ที่จะช่วยแก้ปัญหาอาการจิตตกได้เป็นอย่างดี ถ้าอย่างนั้นแล้วตามเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ไปปฏิบัตติตามวิธีแก้อารการจิตตกกันเลยดีกว่านะค่ะ อย่าให้อาการเหล่านี้มามีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำงานของคุณเลยนะค่ะ อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องรุนแรงและก็ไม่ยากถ้าจะแก้ไขค่ะ


บางครั้งบางคราวความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นตอนที่เราพลาดหวังกับบางสิ่ง เจอปัญหายืดเยื้อที่แก้ไม่ตก ความเครียดจากการงานและชีวิต หรือแม้แต่ความคิดด้านในของตัวเราเอง ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะอะไร อย่าให้เวลากับอาการจิตตกแบบนี้อยู่กับเรายืดเยื้อยาวนาน จนบั่นทอนพลังกาย พลังใจพลังชีวิต ได้เวลาปลุกพลังชีวิตฉุดตัวเองขึ้นจากหลุมพรางความรู้สึกยอดแย่ ไปสู่คุณคนใหม่ที่สดใส มีพลังและมั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิม

ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการนี้ ขอให้คุณเชื่อก่อนว่ามนุษย์เราทุกคนมีศักยภาพที่มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง สามารถฝึกหัดและพัฒนาได้ในเกือบทุกเรื่องรวมทั้งความคิดและมุมมอง แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ ความคิดติดยึด ไม่ยอมปรับเปลี่ยน และสุดท้ายเมื่อคุณเริ่มทำสิ่งเหล่านี้แล้ว จงทำมันอย่างต่อเนื่อง เพราะความรู้สึกแย่ๆ มันเกิดขึ้น จากไปและย้อนวนกลับมาใหม่ได้เสมอ

จิตตกทำไงดี?

1. จับจุดรู้ตัว

เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกจิตตกความท้อแท้ห่อเหี่ยวกำลังเข้าครอบงำอย่าปล่อยใจให้ไหลไปตามความรู้สึกกระตุกตัวเองให้รู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองอยู่ จะด้วยการบอกในใจหรือพูดออกมาให้ตัวเองได้ยินก็ได้... ฉันกำลังเศร้า หงุดหงิด โกรธ หยุดคิด ฯลฯ... แล้วสรรหาคำเรียกสติและพลังมาบอกกับตัวเอง เพื่อหยุดความรู้สึกนั้นไม่ให้ลุกลาม หรืออาจใช้วิธีการหายใจเข้าช่วย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ 1, 2, 3,4 กลั้นหายใจไว้สักครู่ นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะเดียวกับเมื่อหายใจเข้า แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก นับ 1 ถึง 8 อย่างช้าๆ 1..2..3..4..5..6..7..8.. ระหว่างผ่อนลมหายใจให้รู้สึกว่า เรากำลังใช้ลมหายใจผลักดันความเครียดความรู้สึกแย่ๆ ออกไปจากตัว ทั้ง 2 วิธีนี้คือการเบนความสนใจของคุณออกจากความรู้สึกด้านลบ

2. ปลุกพลังให้ตัวเอง

เริ่มต้นจากการกระทำลองเปลี่ยนการเคลื่อนไหวร่างกายประจำวัน จงนั่ง ยืน เดินอย่างผึ่งผายกระฉับกระเฉง ตื่นตัวและมั่นใจ ไม่ใช่ไหล่ห่อ คอตก หลังโก่ง ภาษากายเป็นด่านแรกของการเรียกความกระฉับเฉง ที่สำคัญ อย่าลืมยิ้มแย้มแจ่มใส

ต่อมาคือหมั่นพูดบวกให้กับตัวเอง เรียกชื่อตัวเอง และชื่นชมตัวเองด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่สดใสมีพลัง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเองกลับคืนมา "ฉันทำได้ ฉันเก่ง ฉันมีดี... ฯลฯ" เลิกคิด เลิกโทษ หรือบอกว่าตัวเองแย่ ทำไม่ได้ ไม่ได้เรื่อง ฯลฯ เพราะถ้าคุณคิดอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น We are what we think as we think so we become

3. มองมุมบวกสร้างอารมณ์บวก

ความคิดมีอิทธิพลกับอารมณ์และความรู้สึก และอารมณ์ความรู้สึกก็มีผลกับการกระทำ ลองถ้าเรามูดดี้ซะแล้วจะทำอะไร คิดอะไรก็คงทำได้ไม่ดีนัก เผลอๆ จะพาลไม่อยากทำเอาซะด้วย ในทางตรงกันข้าม ความคิดที่ดีๆ มีพลังดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาหาเรา ถ้าเริ่มต้นเช้าด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่รถดันสตาร์ทไม่ติด ระหว่างเดินทางไปทำงาน ก็อารมณ์เสียกับรถติด หน้าตาบูดบึ้งเดินเข้าออฟฟิศด้วยความคิดที่ว่าวันนี้ทำไมซวยจริงๆ และสารพัดคำบ่นระบาย เพื่อนร่วมงานคนไหนจะอยากเข้ามาพูดคุยด้วย และวันนั้นทั้งวันคุณจะทำงานอย่างมีความสุขงั้นหรือ

4. มองและชื่นชมในสิ่งที่มี

สิ่งดีๆ มีอยู่รอบตัวมากมาย ถ้าเรามองหาเราก็จะมองเห็น เริ่มต้นด้วยขอบคุณจากสิ่งใกล้ตัว ขอบคุณร่างกายที่ยังแข็งแรงสมบูรณ์ ขอบคุณที่เรามีสติปัญญาที่ดี มีงานดีๆ ทำ ขอบคุณที่มีเพื่อนที่ดี ฯลฯ ถ้าเราทำแบบนี้บ่อย ๆ จะพบว่าเรามีสิ่งดีๆ ในชีวิตมากมาย เราจะรู้สึกได้ถึงความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์จากภายใน และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ผู้คนรอบข้าง รวมถึงเห็นคุณค่าในตัวเอง ช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าเราเองก็มีคุณค่า มีความพร้อมและมีสิ่งดีๆ ในชีวิต มองชีวิตอย่างมีความสุขขึ้น

5. ทบทวนตัวเอง

ใช้ช่วงเวลาผ่อนคลายสำรวจตัวเอง ว่าเรามีเป้าหมาย มีความฝัน มีความปรารถนาอะไรในชีวิต จินตนาการให้เห็นถึงบรรยากาศเหมือนกับว่าความปรารถนานั้นกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มีความสุขและอิ่มเอมกับมัน จากนั้นก็กลับสู่โลกความเป็นจริง ทบทวนดูว่าตอนนี้เราได้ทำความปรารถนานั้นไปถึงไหนแล้ว

ขณะเดียวกันก็สำรวจตัวเองว่า มีจุดดี จุดด้อย จุดเด่น อะไรบ้าง จะปรับจุดด้อยให้ดีขึ้นได้อย่างไร และใช้จุดเด่นนั้นอย่างไร เพื่อให้บรรยากาศที่เราเพิ่งจินตนาการเกิดขึ้นจริงๆ เขียนสิ่งเหล่านั้นออกมา วิธีนี้คือการทบทวนชีวิตตัวเอง และเตือนสติให้เราดำเนินชีวิต แต่ละวันไปอย่างมีเป้าหมายและมีความหวัง แต่เป้าหมายหรือความปรารถนานั้นควรอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ไกลเกินเอื้อม

6. ลงมือ+จดจ่อ

เมื่อคิดที่จะทำอะไรจงลงมือทำ อย่าได้แต่คิดหรือพูดเท่านั้น อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น อย่ากลัวผิดพลาด เพราะถ้าไม่เริ่มต้นก็จะไม่มีวันรู้ว่าทำได้หรือเปล่า ทำได้ดีแค่ไหน และมันเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า แต่ถ้าคุณเริ่มทำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด ซึ่งมันอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีก็ได้

อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความไม่รู้ อย่างน้อยถ้าผิดพลาดคุณก็ยังพอรู้ว่า ถ้าจะไม่ให้มันผิดพลาดเช่นนี้ควรทำยังไง หรือบอกได้อย่างมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเรา และเมื่อตัดสินใจทำแล้วจงทำอย่างตั้งใจ รวมพลังความคิดและสมาธิอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังกับอดีตที่ผิดพลาดไปแล้ว และอนาคตที่มันยังมาไม่ถึง แล้วผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยคุณก็รู้ว่าได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว

7. ฉลองความสำเร็จให้ตัวเอง

สังเกตสิค่ะ เวลาที่นักฟุตบอลทำประตูได้เขามีสารพัดท่าทางให้เราได้เห็น นั่นเป็นวิธีฉลองความสำเร็จให้กับตัวเองแบบง่ายๆ ซึ่งควรทำอย่างสม่ำเสมอกับทุก ๆ ความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามพร้อมกับบอกตัวเองว่า "ฉันทำได้" ส่วนจะใช้ท่าฉลองอย่างไรนั้นอยู่ที่ความชอบส่วนตัวค่ะ แต่ที่ง่ายที่สุดก็กำหมัดกระชากข้อศอกเข้าหาตัวพร้อมกับพูดว่า YES ! อย่างที่เคยเห็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจทำ

"ผมร่วงผิดปกติ" และ "วิธีแก้อาการผมร่วง"



เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) เชื่อได้เลยค่ะว่า คงจะมีสาวๆ หลายๆ คนที่เคยเจอปัญหาผมร่วงผิดปกติกันมาบ้าง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้วิธีแก้อาการผมร่วงอย่างถูกวิธีหล่ะจริงมั้ยค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยมี วิธีแก้อาการผมร่วง มาฝากคุณผู้หญิงหรือใครๆ ที่กำลังพบเจอกับปัญหาผมร่วงผิดปกติให้ได้รู้กันค่ะ จะได้รู้กับวิธีแก้อาการผมร่วงอย่างถูกต้องถูกวิธีกันนั้นเป็นเช่นไรค่ะ แล้วนับจากนี้ไปปัญหาผมร่วงผิดปกติที่ทำร้ายความเชื่อมั่นของสาวๆ หลายๆ ท่าน จะไม่เกิดขึ้นต่อจากนี้อย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีแก้อาการผมร่วงไปพร้อมกับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยดีกว่าค่ะ แล้วครั้งหน้าเมื่อเกิดอากาผมร่วงผิดปกติก็จะได้มีวิธีแก้อาการผมร่วงมาเป็นตัวช่วยได้ทันถ่วงถี่กันเลยหล่ะทีนี้ หายจากความกังวลเรื่องเส้นผมกันก็ครานี้

ผมร่วงผิดปกติ

ผู้ที่มีเส้นผมร่วงมากจนผิดปกติ เกิดจากปัจจัยมากมาย ดังนี้

1. ผมร่วงชนิดชั่วคราว

สาเหตุ เช่น มีความเครียดเป็นเวลานานๆ มักมีอาการผมร่วงตามมาแบบไม่รู้ตัว สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัยหรืออาจเกิดจากอาการป่วยหรือเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือ เกิดในเพศหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรและในผู้ที่นิยมทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น
การรักษา อาการผมร่วงชนิดนี้ ไม่จำเป็นต้องรับการรักษาเพราะสามารถหายได้เอง

2. ผมร่วงจากกรรมพันธุ์

เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรนในร่างกายสามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง แต่จะพบในชายมากกว่า
การรักษา สามารถแก้ได้ยากมากแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามคิดค้นยาใหม่ๆ แต่พบว่า ไม่ได้ผล แพทย์ผิวหนังจึงนิยมจ่ายยาเพื่อลดปริมาณของฮอร์โมนชนิดดังกล่าวในร่างกายหรือจ่ายยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีอาการข้างเคียง คือ การงอกของเส้นผมจะเป็นเพียงเส้นขนอ่อนและบางเท่านั้น หรือแม้แต่ยาในกลุ่มสเตรียรอยด์ที่แพทย์บางคนนิยมจ่ายก็ได้ผลยากมาก แต่ที่แน่ๆ คือ จะได้รับอันตรายจากยาอันตรายเท่านี้แทน


วิธีแก้อาการผมร่วง

1. สารสำคัญในการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผม เพื่อป้องกันผมร่วง เช่น วิตามินชนิดต่างๆ และสารสกัดจากสมุนไพร

2. สารอาหารในกลุ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้รากผมและเส้นผม

3. สารสำคัญ ที่มีประสิทธิภาพลดและควบคุมปริมาณไขมันของหนังศรีษะและลดอาการอักเสบของต่อมไขมัน

4. สารสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนหนังศรีษะ


ข้อควรสังเกต

หากยาและผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงมีประสิทธิภาพสามารถแก้ผมร่วงได้จริงเราคงไม่เห็นคนหัวเถิกหรือหัวล้านในทุกประเทศทั่วโลก เพราะสาเหตุจากกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับความเป็นจริง ดังนั้น อาจสามารถแก้ไขปัญหาโดยการใส่วิกหรือถักผมลงบนศรีษะ ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการพยายามหายาวิเศษที่เป็นอันตรายแต่ไร้ความหวังมาเป็นที่พึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีดูแลเส้นผมจาก มติชนออนไลน์ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน



ถ้าเอ่ยถึงเห็ดหลายๆ คนจะนึกถึงเห็ดอะไรบ้างค่ะ เห็ดมีหลายชื่อหลายชนิด ทั้งที่กินได้ แล้วก็กินไม่ได้ เชื่อว่าทุกๆ คนต้องเคยกินเห็ดแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง และอีกมากมายหลายชนิดและเห็ดก็จัดเป็นผักอีกหนึ่งประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเช่นกัน แต่เห็ดที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จะพูดถึงในวันนี้เชื่อว่าหลายๆ คนไม่ค่อยจะรู้จักกันสักเท่าไหร่ค่ะ เห็ดชนิดนี้มีชื่อว่า เห็นกระถินพิมาน ได้ยินมาว่าเห็ดชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมาก เชื่อหรือไม่ค่ะว่า สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นั่นสามารถยับยั่งเซล์ลมะเร็งได้ ไม่นานเชื่อใช่มั้ยหล่ะค่ะ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยมีข้อมูลของ สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นี้มาฝากกันนะค่ะ ข้อมูลที่แท้จริงของ สรรพคุณของเห็ดกระถินพิมาน และ ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน นี้จะเป็นอย่างไร แล้วช่วยยับยั้งเซล์ลมะเร็งได้จริงหรือไม่ งั้นตามเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มาดูข้อมูลด้านล่างนี้พร้อมกันเลยนะค่ะ


สรรพคุณ / ประโยชน์ของเห็ดกระถินพิมาน

"เห็ดกระถินพิมาน" (Phellinus igniarius) หรือที่ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า คะยา หรือ หนามขาว ชาวสุโขทัย เรียกว่า กระถินป่า หรือ กระถินวิมาน ชาวภาคกลางเรียก กระถินหางกระรอก หรือ กระถินพิมาน นั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Fomes rimosus (Berk.) Cooke. เป็นเห็ดในตระกูล olyporaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 8-10 เมตร มักขึ้นตามป่าละเมาะ หรือป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง อย่างในประเทศไทยก็พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทั่วไปของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะมีลำต้นเป็นสีน้ำตาล มีหนามใบเล็กละเอียดออกตามก้านใบสลับตรงกันข้าม ใบของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นพู่สีขาวอมม่วง ปลายเป็นขนสีเหลืองส่งกลิ่นหอม ฝักแบนโค้งสีน้ำตาล ส่วนดอกเห็ดจะมีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ไม่มีก้าน และเจริญออกมาจากลำต้นไม้ในลักษณะเป็นก้อนครึ่งวงกลม

ทั้งนี้ ตามตำรับยาสมุนไพร ระบุไว้ว่า ส่วน "ราก" และ "ต้น" ของ "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถนำไปใช้ทำยาได้หลากหลายอาการ คือ ส่วนราก ซึ่งมีรสฝาดเฝื่อน สามารถนำไปแก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษงูได้ ขณะที่ลำต้น จะใช้ "เห็ด" ซึ่งมีรสเมาเบื่อ ไปแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ถ้านำเห็ดไปฝนกับน้ำปูนใสหรือเหล้าแล้วนำไปหยอดหู จะแก้ปวดหู แก้พิษฝีในหูได้ นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาทาบาดแผลที่เน่าเปื่อย น้ำเหลืองเสีย สามารถแก้เริม แก้งูสวัดได้อีกด้วย

ส่วนที่มีเสียงร่ำลือว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเทคและเห็ด มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และผู้อำนวยสถาบันอานนท์ไบโอเทค ผู้เชี่ยวชาญเห็ด องค์การค้าโลกแห่งสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2524-2548 ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการเพาะ "เห็ดกระถินพิมาน" มาแล้ว ให้ข้อมูลว่า เห็ดดังกล่าวมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากิน "เห็ดกระถินพิมาน" แล้วจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้เลย เพราะต้องนำเห็ดมาผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยจุลินทรีย์ก่อน เพื่อให้ได้ผลดี รวมทั้งยังต้องควบคุมการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย การใช้ "เห็ดกระถินพิมาน" รักษามะเร็งจึงจะสัมฤทธิ์ผล และนอกจากโรคมะเร็งแล้ว งานวิจัยก็ยังพบว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคเบาหวาน สร้างเม็ดเลือด แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

ดร.อานนท์ ยังบอกด้วยว่า ในอดีต ประเทศไทยพบ "เห็ดกระถินพิมาน" ในจังหวัดสกลนคร และแถบอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่านี่คือเห็ด นึกว่าเป็นไม้แห้ง จึงไม่ได้สนใจ และนำไปทำฟืนแทน ก่อนที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะไปพบเข้า จึงนำเห็ดดังกล่าวไปสกัดเป็นยาในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเห็ดชนิดนี้ในต่างประเทศซื้อขายกันในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

12 ข้อ การใช้ยาอย่างถูกวิธี



การกินยาไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่การใช้ยาอย่างถูกวิธีเป็นเรื่องที่ดีและสำคัญมาก หากว่าคุณกินยาผิดหรือกินยาไม่ ถูกวิธีอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ยาก่อนอาหารแต่กินหลังอาหาร หรือ ยาหลังอาหารแต่กินก่อนอาหาร หรือแม้แต่กินยาเกินขนาด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลข้างเคียงด้วยกันทั้งนั้นดีไม่ดีอาจจะถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นเรามาเรียนรู้ การใช้ยาอย่างถูกวิธี กันเถอะค่ะ

การใช้ยาอย่างถูกวิธี

1.ก่อนการสั่งยาจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง คุณควรแจ้งประวัติในการแพ้ยาและโรคประจำตัวอย่างละเอียด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับ ไต เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เกี่ยวกับการกำจัดและขับของเสียออกจากร่างกาย และควรสอบถามชื่อยาทางการค้าและชื่อยาสามัญจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

2.ยาที่คุณต้องใช้บ่อย ๆ ควรศึกษาเกี่ยวกับขนาดที่ใช้และอาการข้างเคียงด้วยโดยอาจสอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร

3.ควรกินยาหรือใช้ยาตามที่กำหนด เพราะยาบางอย่างมีวิธีใช้เฉพาะเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีและมีสรรพคุณตามต้องการ เช่น ยาผงแห้ง ยาแก้อักเสบสำหรับเด็ก หากนำไปผสมกับน้ำร้อนจะทำให้เสื่อมสภาพได้

4.เมื่ออาการดีขึ้นหรือกลับเป็นหนักกว่าเก่า คุณไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเองเพราะยาบางชนิดหากมีการเพิ่มยาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดผลเสียที่รุนแรง เช่น ยาโรคหัวใจ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น

5.ไม่ควรใช้ยาร่วมกัน เพราะยาที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายให้นั้นจะต้องมีการพิจารณาแล้วว่า เหมาะกับโรคหรืออาการของผู้ป่วยแต่ละรายยกเว้นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ร่วมกันได้

6.หากต้องการใช้ยาเพิ่มจากที่เคยใช้อยู่คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพราะการใช้ยามากชนิดหรือเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงหรือเพิ่มพิษของยาได้

7.ยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง และต้องกินติดต่อกันควรมีติดตัวไว้ตลอดโดยเฉพาะเวลาเดินทาง เพราะยาบางชนิดถ้าหยุดอย่างกะทันหันอาจทำให้อาการกำเริบเป็นอันตรายได้

8.ควรอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนการใช้ยา และไม่ควรอ่านฉลาดยาในที่มืดเพราะอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและกินยาผิดพลาดได้

9.ไม่ควรกินยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

10.ไม่ควรกินยาร่วมกับชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้ยามีผลการรักษาลดลง

11.ไม่ควรดื่มนมร่วมกับยาระบาย เพราะอาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องเสียได้

12.หากกินยาแล้วมีอาการ ไข้ ผื่นแดงคัน ลมพิษ บวมเนื้อเยื่ออ่อน บวมแดง แสบ อาเจียน หอบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหัวรุนแรง ควรหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการแพ้ยาและนำยาที่มีอาการแพ้ไปแสดงให้แพทย์ทราบเพื่อการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

การใช้ยาถูกวิธีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากมองข้ามอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ ฉะนั้นศึกษา 12 ข้อที่เราแนะนำนี้แล้วนำไปใช้ จะได้สุขภาพดีและปลอดภัยจากการใช้ยากันนะคะ

การให้บริการตรวจรักษา


คลินิก หู คอ จมูก ให้บริการตรวจรักษาโรคต่าง ๆ ดังนี้
บริการด้าน การตรวจวินิจฉัยโรค รักษาโรค หู คอ จมูก
ตรวจและรักษาโรคของหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ด้วยการใช้กล้องส่องตรวจ
ผู้ป่วยสามารถมองเห็นภายในหูของตนเองได้ ผ่านจอมอนิเตอร์
ตรวจรักษาโรคบริเวณจมูกและไซนัส ด้วยกล้องส่องและแสดงภาพทางจอมอนิเตอร์
ตรวจลำคอและกล่องเสียง ด้วยกล้องที่ทันสมัย สามารถมองเห็นพยาธิสภาพที่แท้จริง
ตรวจรักษาโรคเวียนศรีษะ
ตรวจการได้ยิน โดยนักตรวจการได้ยิน รวมทั้งสามารถให้คำแนะนำการใช้และการปรับแต่งเครื่องช่วยการได้ยินแก่ผู้ป่วย

โรคหู คอ จมูก หมายถึงอะไร?
โรคหู คอ จมูก หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะข้างต้นด้วย อาทิ ระบบประสาทการทรงตัว,ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อของใบหน้าหลอดอาหาร,หลอดลม,โพรงไซนัส,ผิวหนัง,กล้ามเนื้อ,กระดูกของใบหน้าและลำคอ รวมทั้งปาก และขากรรไกร
ท่านมีอาการอะไร?จึงควรไปพบแพทย์ หู คอ จมูก

อาการดังต่อไปนี้แสดงว่าท่านอาจมีโรคทางหูอ คอ จมูก อาทิ มีก้อนหรือแผลบริเวณใบหู ปวดหู คันหู มีน้ำหนวกไหล หูอื้อ มีเสียงหึ่ง ๆ ดังในหู เวียนศรีษะ หน้าเบี้ยวเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่ทำงาน แสดงว่าท่านมีโรคของหู หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับหู
ถ้าท่านมีก้อนที่คอ ในช่องปาก ใบหน้า ไม่ว่าส่วนใด ๆ ก็ตาม หรือมีอาการเสียงแหบ เจ็บคอระคายคอ จุกแน่นในลำคอ กลืนอาหารลำบาก ท่านควรได้รับการตรวจเช็คกับแพทย์หู คอ จมูก หรือถ้ามีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย ๆ มีอาการปวดศรีษะหรือใบหน้า ท่านอาจจะมีโรคของระบบจมูก ทางเดินหายใจ หรือโพรงไซนัส


อาการต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่สำคัญอาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของโรคร้ายแรงในบริเวณ หู คอ จมูก อาการเหล่านี้ ได้แก่
โรคหูน้ำหนวก
อาจเกิดจาาการชอบปั่นหู แคะหูทุกวัน ขี้หูมักออกมาได้เอง ดังนั้นอย่าปั่นหู แคะหูทุกวันจนติดเป็นนิสัย ปั่นหูเล่นบ่อย ๆ ทำให้เป็นเชื้อรา ทำให้คันสุดท้ายรูหู ใบหู อาจอักเสบอย่างรุนแรง

โรคหูน้ำหนวกจากแก้วหูทะลุ
อาการ น้ำหนวกไหล ๆ หยุด ๆ และหูตึง รักษาโดยใช้ยาหยอดหู เมื่อมีน้ำไหล (ไม่ควรใช้ยาผง) การป้องกัน อย่าให้น้ำเข้าหู ไม่ควรปั่นหู ล้างหูอย่าปล่อยให้เป็นหวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกในผู้ใหญ่ มักเป็นมาตั้งแต่เด็กอย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา
ปวดหู

อาการปวดหูที่เป็นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าไม่มีอาการของช่องหูอักเสบ หรืออาการของหวัดอาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณลำคอ ช่องปาก หรือหู

เลือดออก

อาการเลือดออกทางจมูก หรือ ปาก ไม่ว่าจะออกมาเป็นจำนวนมากหรือน้อย อาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณช่องจมูก หรือลำคอ

เจ็บคอ

ถ้าเป็นอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย อาจจะเกิดจากมะเร็งในบริเวณลำคอ หรือช่องปาก

ท่านเป็นโรคหูหรือเปล่า
โรคหูมีอาการสำคัญ 5 ประการ
ปวดหนักใบหู
ในหูมีน้ำ
ฟังคำไม่รู้
ในหูมีเสียง
เอี้ยวเอียงเวียนหัว
ถ้ามีอาการอย่างเดียว สงสัยว่าเป็นโรคหู
ถ้ามีอาการ 2 อย่าง ท่านเป็นโรคหู
ถ้ามีอาการ 3 อย่าง ควรปรึกษาแพทย์
ถ้ามีอาการ 4 อย่าง รีบพบแพทย์ หู คอ จมูก
ถ้ามีอาการ 5 อย่าง ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
เครื่องตรวจการได้ยิน
ถ้าท่านมีอาการหูดังต่อไปนี้ หูอื้อ หูหนวก หูตึง หูอักเสบ มีน้ำในหู มีเสียงดังในหู และเวียนศรีษะบ้านหมุน เรามีเครื่องตรวจการได้ยินที่ทันสมัย สะดวกตรวจง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลสิ้นเปลืองน้อย ทราบผลเร็ว และแม่นยำ

"โปรดจำไว้เสมอว่า การรักษาโรคของหู คอ จมูกให้หายขาด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์"

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น



ผงเข้าตา

อย่าขยี้ตา รีบลืมตาในน้ำสะอาด และกลอกตาไปมาถ้ายังไม่ออก ให้คนช่วยใช้มุมผ้าเช็ดหน้าเขี่ยออก ถ้าไม่ได้ควรไปพบแพทย์

ไฟฟ้าช๊อต
รีบปิดสวิทซ์ไฟทันที ถ้าทำได้
ถ้าไม่สามารถปิดสวิทซ์ไฟได้ ห้ามใช้มือจับต้องคนที่ถูกไฟช๊อต ให้ยืนในที่แห้งแล้วใช้สิ่งไม่นำไฟฟ้า เช่นไม้ เก้าอี้ไม้ เขี่ยออกจากตัวผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยหลุดออกมาแล้วให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
งูพิษกัด
ดูรอยแผล จะมีรอยเขี้ยว 1 หรือ 2 จุด (ถ้างูไม่มีพิษกัดจะเป็นรอยถลอกให้ทำแผลแบบแผลถลอก)
ใช้เชือกหรือเข็มขัดหรือยางรัดเหนือแผล (ระหว่างแผลกับหัวใจ)ให้แน่นพอสมควรอย่าแน่นมาก
ให้นอนนิ่ง พูดปลอบใจอย่าให้กลัว
ห้ามให้ดื่มสุรา ยาดองเหล้า หรือยากล่อมประสาท
รีบพาไปพบแพทย์ ควรนำงูไปด้วย6.ถ้าหยุดหายใจ ให้เป่าปากช่วยหายใจ
การเป่าปากช่วยหายใจ
วางผู้ป่วยนอนหงาย
ใช้ของหนุนไหล่ให้สูง หรือใช้มือยกคอให้สูงขึ้นโดยให้ศีรษะตกหงายไปข้างหลัง
อ้าปากออก เช็ดน้ำมูกน้ำลาย และล้วงเอาของในปากออก
ผู้ช่วยหายใจหายใจเข้าเต็มปอดของตน
อ้าปากคร่อมไปบนปากผู้ป่วย
แมลงเข้าหู
ควรพาเข้าไปในที่มืด แล้วใช้ไฟฉายส่อง (แมลงจะออกมาตามแสง) หรือเอาน้ำหยอดให้แมลงลอยน้ำขึ้นมาหรือใช้น้ำมันหรือกรีเซอรีนบอแรกซ์หยอดหู แมลงจะตายในหูแล้วเขี่ยหรือคีบออกมา
ถ้ามีประวัติหูน้ำหนวกข้างนั้น หรือทำตามดังกล่าวไม่ได้ผล ควรรีบไปพบแพทย์

เลือดกำเดา
ให้นั่งนิ่ง หงายศรีษะไปด้านหลัง หรือนอนหนุนไหล่หรือศีรษะให้สูง
ใช้ผ้าสะอาดม้วนอุดรูจมูกข้างนั้น หรือใช้มือบีบจมูกทั้งสองข้าง ให้หายใจทางปากแทน
วางน้ำแข็งหรือผ้าเญ้นบนสันจมูก หน้าผากใต้ยากระไกร
ถ้าเลือดไม่หยุด ควรรีบไปพบแพทย์
ถ้าออกบ่อย อาจเป็นความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์


กลืนเหรียญ หรือสิ่งของแล้วติดหลอดลม
ถ้าพบในเด็กเล็ก จับห้อยศรีษะลงต่ำ ตบหลังแรง ๆ ให้เด็กไอออกมา
ถ้าพบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ จับพาดตักหรือโต๊ะให้ศรีษะต่ำและก้มหน้าลงแล้วตบหลังบริเวณระหว่างสะบัก 2 ข้าง หรือใช้วิธีรัดท้องอัดยอดอก
ถ้ายังไม่ออกให้พาไปโรงพยาบาลโดยเร็ว


กรดหรือด่างเข้าตา
อย่าขยี้ตา รีบล้างด้วยน้ำสะอาดมาก ๆ และหลาย ๆ ครั้ง
รีบพาไปหาหมอ
ห้ามใช้ด่างหรือกรดไปล้างฤทธิ์ เพราะยิ่งจะมีอันตรายต่อดวงตามากขึ้น

กระดูกหัก

วางอวัยวะส่วนนั้นลงบนแผ่นไม้ หรือกิ่งไม้หรือนิตยสารที่หนา ๆ
ใช้ผ้าพันยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
ถ้าเป็นที่ปลายแขนหรือมือ ใช้ผ้าคล้องคอ


การห้ามเลือด
ถ้าบาดแผลเล็ก กดปากแผลด้วยผ้าสะอาด
ถ้าบาดแผลใหญ่ ใช้ผ้า เชือก หรือสายยางรัดเหนือแผล (ระหว่างบาดแผลกับหัวใจ) ให้แน่น

วิธีการดูแลรักษาสุขภาพ



สุขภาพ

สุขภาพดีคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา สุขภาพดีเป็นสิ่งพรหมลิขิตให้แต่ไม่ทั้งหมด หลายคนไขว่ขว้าหาสุขภาพดี ใช้เงินใช้ทองซื้อทำสปา เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ซื้ออาหารลดน้ำหนักมารับประทาน การมีสุขภาพที่ดีต้องอาศัยตัวเองดูแลสุขภาพ ให้เวลากับตัวเองเพียงวันละ 1 ชั่วโมงในการออกกำลังกาย อีก 7 ชั่วโมงในการนอนหลับ และรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ



ธรรมชาติคงไม่ให้สุขภาพที่ดีแด่คนที่ชอบทำร้ายตัวเองอยู่เรื่อย แม้ว่าจะทราบแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ สุขภาพไม่สามารถซื้อด้วยเงินถึงแม้คุณจะรวยเป็นมหาเศรษฐีหากคุณไม่ดูแลตัวเองให้ดี เงินที่มีอยู่เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น

หลายท่านคิดว่าการออกกำลังกายเสียเวลา ท่านลองจิตนาการถึงภาระงานที่ท่านรับผิดชอบในแต่ละวันว่ามีมากน้อยเพียงใด หากท่านไม่ดูแลตัวเองและเกิดโชคร้ายท่านเป็นโรคอัมพาตหรือโรคหัวใจ ภาระที่ท่านว่ามากมายจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ภาระเหล่านั้นใครจะเป็นคนดูแล และหากโชคร้ายถึงขั้นช่วยตัวเองไม่ได้ ใครจะมาเป็นคนดูแลท่าน ท่านเพียงเสียเวลาวันละประมาณ 1 ชั่วโมง หรือท่านอาจจะใช้เวลาในการดูทีวีและออกกำลังกายไปด้วยกันซึ่งก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้น

หลายท่านเชื่อว่า คนผอมเท่านั้นที่มีสุขภาพดี จึงทำการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นการใหญ่เพื่อให้น้ำหนักได้มาตรฐาน แต่การลดน้ำหนักอาจจะเป็นเรื่องลำบาก และการอดอาหารเป็นเวลานานๆอาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ จึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้เปลี่ยนมุมมองใหม่

การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่หมายถึงการที่เราดูแลตัวเองอย่าถูกต้องตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปี้กระเปร่าพร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน เนื้อหาที่จะกล่าวจะเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของท่าน

การปฏิบัติตามแนวทางไม่ได้ต้องการให้ท่านมีอายุยาวหมื่นๆปีแต่ต้องการให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย สามารถหลีกเลี่ยงโรคที่ป้องกันได้ อายุยืนยาวขึ้น การที่จะมีสุขภาพที่ดีต้องประกอบไปด้วยการดูแลดังต่อไปนี้

ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้นมีการเลือกรับประทานอาหาร มีการรณณรงค์เรื่องการสูบบุหรี การดื่มสุรา และการออกกำลังกาย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิตโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นมาก สาเหตุที่สำคัญเกิดจากความไม่สมดุลของการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน โรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิด เมื่อท่านได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดี สมาคมโภชนาการ สมาคมความดันโลหิตสูงได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการรับประทานอาหารซึ่งไม่เน้นเฉพาะพลังงานอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องสารอาหาร และการออกกำลังกาย หัวข้อที่กล่าวมีดังนี้

คำแนะนำสำหรับกลุ่มต่างๆ

อาหารที่รับประทานต้องมีพลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารเพียงพอ
กลุ่มคนทั่วๆไป

รับประทานอาหารหลากหลายให้ครบห้าหมู่โดยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว [Saturated fat],Tranfatty acid น้ำตาล เกลือ และสุรา
ปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่ควรเกินค่าที่กำหนด
กลุ่มคนต่างๆ

ผู้ที่สูงอายุมากกว่า 50 ปีควรจะได้รับวิตามิน B12 เสริม
หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็ก และอาหารที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรจะเสริมอาหารที่มีกรดโฟลิก
ผู้สูงอายุที่มีผิวคล้ำหรือไม่ถูกแดดควรจะได้วิตามินดีเสริม

กลุ่มคนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน
คำแนะนำ

การควบคุมน้ำหนักจะต้องรับประทานอาหารให้พลังงานที่ได้รับและใช้ไปเกิดความสมดุล
การลดน้ำหนักจะต้องค่อยลดพลังงานที่ได้รับจากอาหารโดยที่ไม่ขาดสารอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย
สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกินจะต้องปรึกษาแพทย์ดูแล ก่อนการจำกัดอาหาร
สำหรับคนท้องต้องควบคุมน้ำหนักอย่าให้เกิน
สำหรับคนทั่วไปที่มีโรคจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการควบคุมอาหาร
การจัดการเรื่องน้ำหนัก


ปัญหาเรื่องคนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นปัญหาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย นอกจากนั้นยังว่าว่าเด็กและเด็กวัยรุ่นมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้องรังต่างๆตามมา คนที่มีน้ำหนักเกินมักจะเกิดจากพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่มากเกินไป และพฤติกรรมในการออกกำลังกายน้อยเกินไป ลำพังการลดปริมาณวันละ 100 กิโลแคลอรีก็จะป้องกันน้ำหนักเพิ่ม หรือลดปริมาณลงวันละ 500 กิโลแคลอรีก็จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่การลดน้ำหนักโดยให้ลดอาหารเป็นเรื่องยากจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาล หรือการรับประทานอาหารมัน หรือเครื่องดื่ม คำแนะนำสำหรับการลดน้ำหนัก

การรักษาน้ำหนักให้ดีต้องปรับพลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ให้สมดุลกับพลังงานที่เราใช้(น้ำหนักเท่าเดิม)
การป้องกันน้ำหนักเกินทำได้โดยการลดปริมาณอาหาร ลดน้ำตาล และเพิ่มการออกกำลังกาย
คำแนะนำสำหรับคนอ้วนแต่ละกลุ่ม

การออกกำลังกาย
ส่งเสริมให้มีกิจกรรมให้มาก อย่านั่งๆนอนๆจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และการควบคุมน้ำหนักดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานปานกลาง มากกว่าปกติวันละ 30 นาทีทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือที่บ้าน เช่นการถูบ้าน การเดินขึ้นบันได การเดินเร็วๆไปจ่ายตลาด
ถ้าต้องการให้สุขภาพแข็งแรงให้ออกกำลังกายชนิดหนัก หรือออกกำลังกายนานขึ้น
ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนักหรือป้องกันน้ำหนักเพิ่มต้องออกกำลังกายชนิดปานกลางหรือชนิดหนักวันละ 60 นาทีทุกวัน โดยที่รับประทานอาหารที่มีพลังงานเท่าเดิม
ถ้าต้องการลดน้ำหนักลดน้ำหนักต้องออกกำลังกายปานกลางถึงหนักวันละ 60-90 นาทีโดยที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน
ส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงโดยการ ออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็ง ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ออกกำลังกายเพื่อให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดี ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีความอดทน

การออกกำลังสำหรับกลุ่มต่างๆ



เด็กและวัยรุ่นให้ออกกำลังกายวันละ 60 นาทีทุกวัน
ในคนท้องที่ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกายให้ออกกำลังปานกลางวันละ 30นาทีทุกวัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่จะเกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์
ผู้สูงอายุต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเสื่อมของอวัยวะ
ข้อเท็จจริงบางประการ

ปี 2002ร้อยละ 25 ของประกรของอเมริกาไม่ได้ออกกำลังกาย
ปี2003 ร้อยละ 38 ของประชากรวัยรุ่นใช้เวลาดูทีวีวันละ 3 ชั่วโมง
การออกกำลังกายชนิดหนักจะให้ผลดีต่อสุขถาพดีกว่าชนิดปานกลาง และใช้พลังงานมากว่า
การออกกำำลังกายจะทำให้การควบคุมอาหารทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราคนที่ออกกำลังกายสามารถรับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น
ต้องป้องกันร่างกายขาดน้ำโดยการดื่มอย่างเพียงพอ หรือดื่มขณะออกกำลังกาย หรือหลังการออกกำลังกาย
ให้มีการออกกำลังกายอย่างสมำ่เสมอ ลดการนอนหรือดูทีวีซึ่งจะทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี
เพื่อป้องกันหรือลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ให้ออกกกำลังกายปานกลางวันละ 30 นาที หรือกิจกรรมประจำวัน
หากออกกกำลังกายหนักเพิ่มขึ้น(ชนิดหนัก)ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ
หากต้องการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มต้องออกกำลังกายชนิดปานกลางวันละ 60 นาทีทุกวัน
หากต้องการลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่องต้องออกกำลังกายชนิดปานกลาง-หนักวันละ 60-90 นาที

คำแนะนำชนิดของอาหาร
รับประทานผักและผลไม้ให้มากโดยรับประทานน้ำผลไม้วันละ 2 แก้ว ผักวันละ 2 ถ้วย
ให้มีการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา
ให้รับประทานธัญพืชวันละกำมือ เช่นถั่วต่าง เม็ดทานตะวัน เม็ดแตงโม
ให้รับประทานนมพร่องมันเนยหรือผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย
คำแนะนำอาหารสำหรับเด็ก

เด็กและวัยรุ่นต้องรับประทานธัญพืชบ่อยๆ เด็กอายุ 2-8ขวบควรจะดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 แก้ว เด็กมากกว่า 9 ขวบควรดื่ม 3 แก้ว
กลุ่มอาหาร

เลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอโดยพลังงานที่ได้รับต้องไม่เกินเกณฑ์ตัวอย่างคนที่ได้รับพลังงาน 2000 กิโลแคลรอรีจะรับผลไม้ได้ไม่เกิน ผัก 21/2ถ้วยหรือนำผลไม้ไม่เกิน 2 ถ้วย
ให้เลือกผักและผลไม้ทั้ง 5 กลุ่มสับไปมา
ให้รับประทานส่วนประกอบของธัญพืช หรือเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าว อย่างน้อยวันละ 3 ส่วน
ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 3 ถ้วย
กลุ่มผักและผลไม้

ผลและผลไม้เป็นแหล่งให้สารอาหารแก่ร่างกายเป็นจำนวนมากตามตารางข้างล่าง
การรับประทานผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ
ผลและผลไม้แต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป ดังนั้นต้องสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละอาทิตย์ แบ่งผักออกเป็น 5 ชนิดและปริมาณที่ควรจะรับประทานในแต่ละสัปดาห์
ผักใบเขียว 3ถ้วยต่อสัปดาห์
ผักใบเหลือง 2 ถ้วยต่อสัปดาห์
ถั่ว 3 ถั่วต่อสัปดาห์
ผักพวกใหแป้ง(ผักพวกหัว) 3 ถั่วต่อสัปดาห์
ผักอื่นๆ 6 1/2 ต่อสัปดาห์

คำแนะนำสำหรับอาหารไขมัน
รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว saturated fat ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับหรือไม่เกินวันละ 300 กรัมของคลอเลสสเตอรอลล์ และหลีกเลี่ยงไขมันชนิด trans fatty acid
ปริมาณพลังงานที่ได้จากไขมันต้องไม่เกิน 30%ของปริมาณทั้งหมด และควรจะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวpolyunsaturated
and monounsaturated fatty acids จากพืชและถั่ว
เมื่อจะรับประทานเนื้อสัตว์ต้องเลือกเนื้อที่มีไขมันต่ำ เช่นเนื้อสันใน หรือแกะเอาหนังและไขมันทิ้ง
ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมัน trans fatty
สำหรับเด็กเล็กอายุ 2-3 ขวบให้รับประทานไขมันได้ถึงร้อยละ 30-35 สำหรับเด็กอายุ 4-18 ปีให้รับประทานอาหารไขมันได้ถึงร้อยละ 25-35 และแหล่งไขมันควรจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว polyunsaturated and monounsaturated
fatty acids,เช่น ปลา ถั่ว และน้ำมันพืช


คำแนะนำสำหรับอาหารจำพวกแป้ง
รับประทานอาหารพวกแป้งที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ผักและผลไม้
การปรุงอาหารไม่ไส่เกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป
ป้องกันฟันผุโดยการลดน้ำตาลและเครื่องดื่ม
การรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ
สำหรับคนทั่วไปให้รับประทานอาหารที่มีเกลือน้อยกว่า 2300 มิลิกรัม(ประมาณ 1 ช้อนชา)
เวลาปรุงอาหารให้ใส่เกลือให้น้อยที่สุด
สำหรับคนที่เสี่ยงต่อโรคความดํนโลหิตสูง(คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง อ้วน ผิวดำ โรคเบาหวาน)ต้องรับประทานเกลือเพียง 1500มิลิกรัม และรับประทานเกลือโปแตสเซียมวันละ 4700 มิลิกรัม

การดูแลรักษาระบบหายใจ

1. พยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อปอดจะได้รับก๊าซออกซิเจนเพียงพอ
2. ไม่สวมเสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดตึงจนเกินไป เพราะปอดจะขยายตัวไม่สะดวก
3. สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ ในขณะที่อากาศเย็น
4. ไม่สูบบุหรี่ และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดหรือวัณโรค เพราะอาจจะติดเชื้อได้
5. ยืนหรือนั่งตัวตรง เพื่อให้ปอดทำงานได้สะดวก
6. ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ

น้ำผลไม้..น้ำสมุนไพร เพื่อสุขภาพ


น้ำแตงโม

ส่วนผสม
เนื้อแตงโม 50 กรัม ( 5 ช้อนคาว)
น้ำเชื่อม 15 กรัม ( 1 ช้อนคาว)
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม (1/5ช้อนชา)
น้ำเปล่าต้มสุก 150 กรัม (10 ช้อนคาว)
วิธีทำ
นำเนื้อแตงโม น้ำ น้ำเชื่อม เกลือ ใส่ในเครื่องปั่น นำไปปั้นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินซี ช่วย ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยาช่วยขับปัสสาวะ ปากเป็นแผล แก้ร้อนใน แก้ กระหายน้ำ
__________________

น้ำเชอรี่


ส่วนผสม
เชอรี่ 100 กรัม (7 ช้อนคาว)
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว)
น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม(1/5 ช้อนชา)
วิธีทำ
เลือกเชอรี่เด็ดก้านล้างให้สะอาด นำไปใส่เครื่องปั่นใส่น้ำต้มครึ่งหนึ่ง ปั่นให้ละเอียดนำไปกรองเอาแต่น้ำ นำน้ำเปล่าต้มสุกส่วนที่เหลือใส่ลง ไปคั้นกับกากเชอรี่ให้แห้งมากที่สุดนำน้ำเชอรี่ที่คั้นได้ใส่น้ำเชื่อมเติมเกลือ ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยป้องกันโรคเลือดออก ตามไรฟัน
คุณค่าทางยาช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
__________________
น้ำกระเจี๊ยบแดง


ส่วนผสม

ดอกกระเจี๊ยบสด/แห้ง 20 กรัม (5 ดอก)
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนคาว)

วิธีทำ
1 เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรือแห้งก็ได้ ล้างน้ำทำความสะอาดนำใส่หม้อ ต้มจนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อน ๆ เคี่ยวเรื่อย ๆ จนน้ำเป็นสีแดง จนเข้มข้น
2. เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้ำเชื่อมและเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ำกระเจี๊ยบเดือด 1 นาที ก็ยกลง ชิมรสตามใจชอบ
3. เอาขวดแม่โขงมาล้างทำความสะอาด ต้มในน้ำเดือด 20 นาที นำ น้ำกระเจี๊ยบแดงมากรอก แล้วปิดจุกให้แน่น เก็บไว้ได้นาน (ควร แช่ในตู้เย็น)
หรืออีกวิธีหนึ่ง นำดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผง นำผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม )

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหารให้วิตามินเอสูงมาก ซึ่งช่วยบำรุงสายตารอง ลงมามีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
คุณค่าทางยาช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต เป็นยาระบาย อ่อนๆ และช่วยแก้อาการกระหายน้ำ
__________________
น้ำขิง


ส่วนผสม

ขิงสด 15 กรัม (ขนาด 1” x 15” 5 ชิ้น)
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว)
วิธีทำ

นำขิงมาปอกเปลือกล้างให้สะอาดหั่นเป็นแว่นใส่หม้อใส่น้ำ ตั้งไฟต้ม น้ำจนเดือดสักครู่ยกลง กรองเอาขิงออก ใส่น้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เหง้าขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว ใช้กวาดคอ หรือใช้ เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย นั้นเอาน้ำและใส่เกลือนิดหน่อยใช้จิบบ่อย ๆ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร พรั่งพร้อมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยัง มีสารเบต้า-แคโรทีนอีกด้วยซึ่งช่วยต้านโรคมะเร็ง
คุณค่าทางยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม และขับเสมหะ แก้อาการ คลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยเจริญอาหาร กินข้าวได้นอกจากนั้นยังลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยย่อยอาหารโดยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ต่าง ๆ ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
__________________
น้ำตะไคร้

ส่วนผสม

ตะไคร้ 20 กรัม (1 ต้น)
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว)

วิธีทำ
นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ทับให้แตก ใส่หม้อต้มกับ น้ำให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำจนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อมชิมรสตามชอบหรืออาจเอาเหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดิน ล้างให้สะอาด ฐานเป็นแว่นบาง ๆ คั่วไฟอ่อน ๆ พอเหลือง ชงเป็นชา ดื่มวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยชา จะช่วยขับปัสสาวะให้สะดวก

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยัง แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วย เพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร
คุณค่าทางยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับ ปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดีช่วยลดพิษของสารแปลก ปลอมในร่างกาย รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิต

__________________

4เคล็ดลับดูแลผิวมือและเล็บให้สุขภาพดี


สาว ๆ นอกจากจะมีผิวหน้าดี สะอาดสะอ้านและสวยงามแล้ว การมีผิวมือและเล็บสวยสุขภาพดี ก็จำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ขัดผิวน้อย ๆ แต่เคลือบผิวให้มาก

เพราะการสครับจะไปทำลายสารเคลือบผิวตามธรรมชาติที่อยู่ในผิวชั้นนอกออกไป ดังนั้นเวลาสครับผิวแล้ว เราจึงควรทาโลชั่นเพื่อคืนความชุ่มชื่นด้วยนะคะ

ดูแลผิวจมูกเล็บ

ไม่ใช่แค่มือที่เป็นตัวบ่งบอกอายุของคุณ เล็บและผิวขอบเล็บก็สามารถบ่งบอกอายุได้เช่นกัน รอยรุ่งริ่งของหนังกำพร้าบริเวณเล็บหากไม่ดูแลอาจทำให้เจ็บได้ จนต้องเข้าร้าน เพื่อให้ช่างจัดการกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วรอบ ๆ จมูกเล็บ ทางที่ดีป้องกันไม่ให้จมูกเล็บรุ่งริ่งด้วยการทาแฮนด์ครีมเป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอนดีกว่าค่ะ

สวมถุงมือหลังทาแฮนด์ครีม

หากผิวแห้งมาก หลังทาโลชั่นสูตรเข้มข้นสำหรับมือและเล็บ คุณอาจสวมถุงมือในระหว่างการนอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผิวสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ

โปรตีนและวิตามินเอจะช่วยบำรุงมือและเล็บ วิตามินซีสำหรับคนที่มีปัญหาผิวหนังรอบเล็บแตกหรือลอก วิตามินอีที่ได้ชื่อว่าเป็นสารอาหารชะลอความแก่ให้ผิวพรรณ จึงถูกนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารที่แนะนำ เช่น น้ำมันพืช ไขมัน เนื้อสัตว์ นม ปลา จมูกข้าว ไข่ ผักใบเขียว ถั่ว อาหารทะเลและธัญพืชต่าง ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

15 ผักและผลไม้ที่ผิวหน้าต้องการ


15 ผักและผลไม้ที่ผิวหน้าต้องการ
ว่านหางจระเข้
บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว

แตงกวา
ช่วยสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่น

มะเขือเทศ
ช่ายสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่นและจุดด่างดำ

ขมิ้นสด
บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

กล้วยน้ำว้าสุก
บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

หัวไชเท้า
ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

ใบบัวบก
ลดรอยตีนกา

มะขามเปียก
บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระสิ่งสกปรก

กล้วยหอม
ลดรอยเหี่ยววววว ย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น

ทุเรียน
ลดปัญหาสิวเสี้ยน

มะนาว
ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า

มะม่วงสุก
แก้ปัญหาฝ้าและสิว

มะเขือเทศ
รักษาสิวหัวดำ ป้องกันรูขุมขนอุดตัน ทำความสะอาดผิวหน้า

สับปะรด
บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตาย ให้หลุดออก

แตงโม
บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส


ลดริ้วรอย ร่องลึก
บอกลาริ้วรอยได้แล้ววันนี้ ที่ ณรวี รักษาริ้วรอยหว่างคิ้ว หางตา หน้าผาก
www.NaraveeClinic.com

สุขภาพ >> การออกกำลังกาย

สุขภาพ >> การออกกำลังกาย


การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง

หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกาย อาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย


โยคะเพื่อสุขภาพ

โยคะร้อน (Bikram Yoga) : โยคะเพื่อสุขภาพ
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่เราไม่ค่อยได้สนใจดูแลสุขภาพกันเท่าใดนัก โดยมากมักอ้างเหตุผลง่ายว่าไม่มีเวลา …. จึงเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักเพราะร่างกายเราก็เหมือนเครื่องจักร เหมือนรถยนต์ หากเราใช้งานไปทุกๆวันไม่บำรุงดูแลรักษา สักวันร่างกายเราก็ทรุดโทรม … เกิดการเจ็บป่วย และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกมากมาย

ดังนั้นเราจึงขอแนะนำโยคะร้อนเพื่อสุขภาพ โดยการเล่นโยคะ นั้นไม่ยากอย่างที่คิด บางครั้งก็สามารถฝึนเอง และเรียนโยคะ ได้ด้วยตัวเอง ตามคลิปโยคะ โดยทำตามท่าฝึกโยคะ หรือจะแวะไปฟิตเนตใกล้บ้านท่านก็ได้ หากสะดวก

โยคะร้อน อีกหนึ่งวิวัฒนาการของศาสตร์แห่งโยคะ ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยม อย่างมากในสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ก็ฮิตและแพร่หลายในเมืองไทย ประกอบด้วยท่าหลักทั้งหมด 26 ท่า ผู้ฝึกจะฝึกในห้องที่มีอุณหภูมิสูงใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายในร่างกาย ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ได้มากกว่า อุณหภูมิปกติ ท่าต่างๆของโยคะร้อน จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย ลดปัญหาการปวดหลังและคอ รวมทั้งทำให้ระบบไกลเวียนของโลหิตดีขึ้น อุณหภูมิที่สูงยังทำให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้เป็นอย่างดี จึงเป็นปัจจัย หลักที่ทำให้น้ำหนักลด และ ทำให้รู้สึกสดชื่นหลังการฝึก

ความพิเศษของโยคะร้อน
การเล่นโยคะร้อนในห้องร้อนนี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าในอุณหภูมิปกติ ท่าต่างๆของโยคะร้อนจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย ลดปัญหาการปวดหลังและคอ รวมทั้งทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงยังช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้อย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงและรู้สึกสดชื่น สบายตัวหลังการเล่น

โยคะร้อนทั้ง 26 ท่าเหมาะกับผู้เล่นทุกระดับไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มเล่นเป็นครั้งแรกหรือเคยฝึกมานานแล้วก็ตาม เพราะแต่ละท่าจะอยู่ในระดับขั้นพื้นฐาน (Beginner) ผสมผสานความยืดหยุ่น ความแข็งแกร่ง เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนหลังและหัวเข่า รวมทั้งความสมดุลเข้าไว้ด้วยกัน จึงเป็นการท้าทายให้ผู้เล่นพยายามปฏิบัติแต่ละท่าให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งใจจดจ่ออยู่กับท่าที่กำลังปฏิบัติว่าควรเคลื่อนไหวอย่างไรด้วยจังหวะช้าหรือเร็วขนาดไหน ถือว่าเป็นการบังคับตัวเองให้เกิดสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากผู้เล่นจะต้องค้างแต่ละท่าไว้ประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที ซึ่งผลต่อจังหวัดการหายใจ
ทำให้การหายใจอย่างช้าๆ จนจิตใจสงบลงได้โดยอัตโนมัติและยังช่วยระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้ดีอีกด้วย โยคะร้อนเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะของความสมดุลตามธรรมชาติ (natural balance) ซึ่งจะช่วยแก้ไขด้านบุคลิกภาพ เช่น การนั่งหลังโก่งหรือห่อไหล่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแค่การเคลื่อนไหว ท่า back bend หรือการเอนตัวไปข้างหลังนั้นจะช่วยเปิดส่วนและสะโพก ดึงกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ให้ยืดเหยียด กระชับกล้ามเนื้อส่วนก้นและหน้าท้อง ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดี

เล่นโยคะอย่างไรให้ได้ผล
การเล่นโยคะต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการฝึกฝนเช่นเดียวกับการเล่นกีฬาอื่นๆ เพื่อความพร้อมและการปรับตัวของร่างกาย เสริสร้างความแข็งแรงและสัดส่วนของกล้ามเนื้อให้สมดุล ที่สำคัญคือการเล่นโยคะเป็นประจำนอกจากจะทำให้เกิดความแม่นยำในการเล่นแต่ละท่าแล้ว ยังทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอีกด้วย ดังนั้น แนะนำว่าควรเล่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาในการเล่นประมาณครั้งละ 90 นาที จะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เล่น

โยคะร้อนประกอบด้วยทำอะไรบ้าง

การเล่นโยคะร้อนในแต่ละท่าจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะใช้เวลา 60 วินาที ส่วนช่วงที่สองจะลดเวลาเหลือ 30 วินาที และแน่นอนว่าก่อนการเล่นทุกครั้งควรเริ่มด้วยท่าอบอุ่นร่างกาย(wam-up) ก่อน ซึ่งมักจะใช้ท่า Surya Namaskara 10 ครั้ง ดังนี้

ท่า Surya Namaskara
เริ่มจากยืนตัวตรงแขนแนบลำตัวแล้วชูแขนขึ้นเหยียดตรง ก้มตัว แขนกอดหลังขา ทิ้งศีรษะจรดเข่า จากนั้นใช้มือแตะปลายเท้า ขาเหยียดตรงยืดศีรษะไปข้างหน้าแล้วสปริงตัวมาอยู่ในท่าวิดพื้นโดยลำตัวขนานกับพื้น แหงนศีรษะไปด้านหลัง ส่วนขาเหยียดตรงกับพื้น ดันสะโพก แขนและลำตัวเป็นเส้นตรง ส่วนศีรษะขนานกับแขน ลักษณะเหมือนรูปสามเหลี่ยม เสร็จแล้วกระโดดกลับมาในท่ายืนเข่าตึงมือแตะปลายเท้า ย้อนกลับมาท่ากอดเข่า ยืนตรงชูแขนขึ้น และค่อยๆวางแขนสงแนบลำตัวเช่นเดิม

ท่าที่ 1 Standing Deep Breathing
ยืนตรงขาชิด กำมือประสานกันไว้ใต้คาง สูดลมหายใจเข้าทางจมูกพร้อมกับค่อยๆแหงนหน้า กางข้อศอกออก จากนั้นหุบข้อศอกลงมาชนกันพร้อมกับปล่อยลมหายใจออกทางปาก สังเกตว่าท่านี้จะบังคับให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องทำงาน ซึ่งเป็นการบริหารปอดรับออกซิเจนได้ดี

ท่าที่ 2 Half Moon Pose with Hand to Feet Pose
ยืนชูแขนเหยียดตรงโดยที่ฝ่ามือประกบกัน แล้วเอียงตัวไปด้านขวาให้สีข้างด้านซ้ายรู้สึกยืดเหยียดเต็มที่ ค้างไว้ 1 นาที แล้วทำสลับอีกข้างหนึ่งเสร็จจากการบริหารสีข้างแล้ให้มาต่อที่การบริหารส่วนหลัง โดยยืนเตรียมในท่าเดิมแต่เปลี่ยนมาเอนตัวไปข้างหลัง พร้อมกับหายใจและเก็บหน้าท้องค้างไว้ 1 นาที ตามด้วยท่าเอนตัวไปข้างหน้า โดยดึงหลังตรงขนานไปข้างหน้าทั้งสามท่านี้จัดว่าเป็นท่า warm-up ที่ดี สามารถยืดกล้ามเนื้อแทบทุกส่วน เช่น กลางลำตัว ขา และ หลัง เป็นต้น

ท่าที่ 3 Standing Bow Pulling Pose
ยืนตรงเข่าตึง ก้มตัวลงมือจับยึดส้นเท้า ศีรษะติดเข่า (ท่านี้เหมาะสำหรับทำตอนเช้าตื่นนอนเพราะจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวเร็ว) ต่อด้วยท่าทรงตัวด้วยขาข้างเดียว โดยเริ่มจากยืนด้วยขาซ้าย ยกขาขวาเข่างอ มือจับข้อเท้าส่วนแขนซ้ายให้คว่ำมือ ปลายนิ้วชิดเหยียดขนานกับพื้นไปข้างหน้าพร้อมกับค่อยๆ โน้มตัวไปด้านหน้า และใช้แขนขวาดึงขาให้ยกสูงขึ้น ท่านี้จะสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา หลัง และสีข้าง

ท่าที่ 4 Triangle
เริ่มจากยืนกางแขนและขา เอนขาขวามาด้านข้างให้เข่างอตั้งฉากกับพื้น โดยทิ้งน้ำหนักลงที่หัวเข่าขาซ้ายเหยียดตรง เท้ายึดพื้นเอาไว้ แล้วค่อยโน้มตัวไปด้านข้าง แขนซ้ายชี้ขึ้นบนทำมุมตรงกับแขนขวา ปลายนิ้วมือจรดปลายนิ้วเท้า ท่านี้จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อใต้ต้นขา หัวเข่า รวมทั้งสะบักหลัง

ท่าที่ 5 Tree Pose
ยืนตรงเปิดไหล่แล้วยกเท้าขวามาพักที่หน้าขาบริเวณใต้สะโพก แล้วประนมมือปลายนิ้วจรดปลายคางท่านี้จะช่วยดึงขา หลัง ลำคอหลังจนถึงศีรษะให้เหยียดตึง ขณะเดียวกันให้ดึงลำตัวขึ้น เก็บก้นและหน้าท้องเพื่อช่วยในการทรงตัว

ท่าที่ 6 Tose Stand Pose
ยืนเตรียมลักษณะเดียวกับท่า Tree pose แต่เป็นท่านั่งบนขาข้างเดียวโดยเปิดส้นเท้าขึ้นและทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้า ซึ่งการพับหรืองอเข่าในท่านี้ประมาณ 1 นาที จะเป็นการกักเก็บเลือดเอาไว้ แล้วเพิ่มแรงดันในเส้นเลือดบริเวณดังกล่าวสูงขึ้นส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสะดวก รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับข้อเท้า หัวเข่า และการทรงตัวที่ดี แต่ข้อควรระวัง คือ ผู้เล่นท่านี้จะต้องแน่ใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องข้อเท้าหรือหัวเข่า

ท่าที่ 7 Fixed Firm Pose
นอนหงายราบกับพื้นพับขาปลายเท้าแนบสะโพก ไขว้แขนเหนือศีรษะมือจับข้อศอก ยกลำตัวขึ้นเก็บหน้าท้อง แต่บริเวณสะบักหลังและหัวไหล่ติดพื้น ท่านี้จะเป็นการเปิดสะโพกทำให้เลือดบริเวณสะโพก หน้าขา และหัวเข่าไหลเวียนได้ดี

ท่าที่ 8 Half Tortoise Pose
นั่งคุกเข่าปลายเท้าราบกับพื้น พับลำตัวติดกับหน้า ขาเหยียดหลังให้ตึง โดยใช้แขนทั้งสองข้างช่วยดึงไปข้างหน้า ฝ่ามือประกบกันและไขว้นิ้วหัวแม่มือ ท่านี้จะทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยง หัวใจและสมองได้ดี

ท่าที่ 9 Camel Pose
ท่ายืนบนเข่าแยกขาขนานกันเล็กน้อยแล้วแอ่นหลังในท่าสะพานโค้ง มือจับ ยึดกับส้นเท้าแขนเหยียดตรง แหงนหน้าทิ้งศีรษะไปด้านหลังท่านี้เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาให้เหยียดตึงและช่วยกระชับกล้ามเนื้อก้น ส่วนการแหงนหน้าทิ้งศีรษะจะช่วยนำเลือดไปเลี้ยงสมอง

ท่าที่ 10 Head to Knee Pose with Stretching Pose
เริ่มจากนั่งแยกขาโดยขาข้างหนึ่งชี้เป็นเส้นทแยงมุม 45 องศา ตั้งปลายเท้าขึ้น
ให้รู้สึกว่าหลังเข่าตึงเต็มที่ พับขาอีกข้างหนึ่งเก็บมาด้านหน้าแนบต้นขา เอี้ยวตัวก้มลงให้ศีรษะติดหัวเข่าบนข้างที่เหยียดออกพร้อมกับมือจับยึดที่ฝ่าเท้าค้างไว้ 1 นาที จึงต่อด้วยท่านั่งเหยียดขามาข้างหน้า ตั้งปลายเท้าขึ้นแล้วก้มศีรษะติดหัวเข่าเช่นเดิม ท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังเข่าให้เหยียดตึงรวมทั้งหลังและต้นคอ

ข้อดีของการเล่นโยคะ
1.เสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนิ้อ ข้อพับ หรือ ข้อต่อ
2.ช่วยลดน้ำหนักและกระชับกล้ามเนื้อซึ่งช่วยรักษารูปร่างให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม
3.การเคลื่อนไหวในแต่ละท่าเอื้อต่อระบบการไหวเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนหัวใจให้เลือดไหลเวียนดีและขยายปอด
5.ไม่ทำให้เกิดอาการข้อเสื่อมภายหลังเพราะแต่ละท่าจะไม่มีการใช้ข้อต่อที่หักโหมเหมือนการเล่นกีฬาหรือ การเต้นบางประเภท
6.สามารถฝึกฝนที่บ้านได้ด้วยตนเอง และ ไม่จำกัดว่าควรเล่นในช่วงเวลาใด



ข้อมูลโยคะเพื่อสุขภาพ จาก : Forword Mail

การนอนเพื่อสุขภาพ



การพักแบบนี้เรียกว่า ศะวะหรือศพอาสนะ ครูชดท่านอธิบายไว้ในหนังสือโยคะ "วิถีแห่งความสุข" ว่า การพักผ่อนไม่ใช่เรื่องของการลงนอนแล้วก็คิดถึงปัญหาชีวิตประจำวัน การพักผ่อนหมายถึงการปล่อยทั้งร่างกายและจิตใจหรืออีกนัยหนึ่ง กำจัดความเครียดของกล้ามเนื้อละประสาท ซึ่งต่อมาก็จะกลายเป็นความเหนื่อยให้สิ้นไป ถ้าเราได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเพียงสิบนาทีเท่านั้น จะเท่ากับการนอนหลับตั้งหลายชั่วโมงทีเดียว

วิธีพักผ่อนนั้นง่ายมาก ให้นอนหงายลงกับพื้น หลับตา ขาตรงแยกออกจากกันเล็กน้อยตามสบาย วางแขนสองข้างไว้ข้างลำตัวตามสบาย ให้ห่างกันพอสมควร หงายฝ่ามือขึ้น ศีรษะวางตรงกับลำตัว ไม่มีหมอนหนุน (จะใช้ผ้ารองให้พอไม่รู้สึกกระด้างที่ศีรษะก็ได้) แต่อย่าพับผ้าให้สูง ถ้าพื้นเป็นหินอ่อน ควรใช้ผ้าห่มรองตัวได้ ถ้าเป็นพื้นไม้ก็ไม่ควรใช้อะไรรองเลย จากนั้นพยายามขจัดความคิดต่างๆออกไปจากสมองหรือจิตใจของท่านให้หมด แล้วหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามควบคุมให้ระยะของการหายใจเข้ากับหายใจออกเท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตั้งใจคลายความเครียดของกล้ามเนื้อทั้งหลาย โดยเริ่มที่ศีรษะ หน้าผาก หนังตา รูจมูก ปาก คาง คิ้ว ตามลำดับ จนรู้สึกว่าความตึงเครียดตามบริเวณเหล่านี้ผ่อนคลายลงหมดทั้งสิ้น จากนั้นเริ่มคลายความตึงเครียดจากท้องลงไปถึงปลายเท้าในที่สุด จงนอนให้นิ่งจริงๆเหมือนคนตาย

ถ้าท่านปฏิบัติได้อย่างที่กล่าวมานี้ จะทำให้ชีวิตของท่านยืนยาวออกไปอีก เพราะสมองที่ได้รับการพักผ่อนจริงๆจะปล่อยให้โลหิตเดินหมุนเวียนได้สะดวก และกำจัดพิษร้ายที่เกิดจากความเมื่อยล้าให้หมดสิ้นไป การปฏิบัติศพอาสนะนี้ดูเหมือนง่าย แต่จะรู้สึกยากในระยะแรก ถ้าพยายามทำไปเรื่อยๆก็จะสามารถทำได้ดีในที่สุด



ที่มา : ครูหนู, จากนิตยสารแพรว





สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ขมิ้นชัน

เรียกกันทั่วไปว่า "ขมิ้น" เป็นไม้ล้มลุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม คนนิยมนำ "เหง้า" ทั้งสดและแห้งมาใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมทั้งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง จุกเสียดแน่นท้อง และสามารถนำขมิ้นชันมาทาภายนอก เพื่อใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลสด โรคผิวหนัง พุพอง รักษาชันนะตุได้ด้วย

นอกจากนั้น "ขมิ้นชัน" ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ "คูเคอร์มิน" ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งตับ อีกทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง หรือใครที่มีแผลอักเสบ "ขมิ้นชัน" ก็มีสรรพคุณช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะมีฤทธิ์ไปลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง และหากรับประทานขมิ้นชันทุกวัน ตามเวลาจะช่วยให้ความจำดีขึ้น ไม่อ่อนเพลียยามตื่นนอน และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ทองพันชั่ง

เป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าไม่ต่างไปจากชื่อ "ทองพันชั่ง" หลายพื้นที่อาจเรียกว่า "ทองคันชั่ง" หรือ "หญ้ามันไก่" เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ออกดอกสีขาว ส่วนที่ใช้ทำยาคือ ใบและราก ที่หากนำปริมาณ 1 กำมือมาต้มรับประทานเช้าเย็น จะช่วยดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง ริดสีดวงทวารหนัก แก้ไอเป็นเลือด ฆ่าพยาธิ นอกจากนั้น ยังสามารถนำใบและรากมาตำละเอียด เพื่อรักษาโรคกลาก เกลื้อน ได้ด้วย

นอกจากสรรพคุณข้างต้นแล้ว มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมพบว่า "ทองพันชั่ง" มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ รวมทั้งช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตสูง แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว ฯลฯ แต่ข้อควรระวังคือ ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคหืด โรคความดันโลหิตต่ำ โรคมะเร็งในเม็ดเลือด ไม่ควรรับประทาน

กะเพรา

แม้จะเป็นผักที่คนไทยนิยมสั่งมารับประทานเวลาที่นึกไม่ออก แต่ก็มีน้อยคนที่จะรู้ว่า กะเพรา มีสรรพคุณอะไรบ้าง ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับลม ช่วยแก้จุดเสียด แน่นท้อง แก้ปวดท้องอุจจาระ ส่วนน้ำสกัดทั้งต้น สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สำหรับเมล็ดกะเพรา ก็สามารถพอกตาให้ผงหรือฝุ่นที่เข้าตาหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้ว รากกะเพราแห้ง ๆ ยังนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแก้โรคธาตุพิการได้ด้วย

และสรรพคุณเด็ดของกะเพราอีกประการก็คือ ช่วยขับไขมันและน้ำตาล เคยสงสัยบ้างไหมล่ะ ทำไมอาหารตามสั่งต้องมีเมนูผัดกะเพราเนื้อ กะเพราไก่ กะเพราหมู นั่นก็เพราะนอกจากใบกะเพราจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้แล้ว ยังมีฤทธิ์ขับไขมัน และน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย อีกทั้ง กะเพราจะช่วยขับน้ำดีในตับออกมาให้ช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น หากบอกว่า รับประทานกะเพราแล้วจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ก็คงไม่ผิดนัก

กระชายดำ

สมุนไพรแสนมหัศจรรย์ของท่านชาย (อิอิ) เพราะสรรพคุณของกระชายดำที่ได้รับการกล่าวขานกันมากก็คือ สรรพคุณเพิ่มพลังทางเพศ หรือแก้โรคกามตายด้าน เนื่องจากฤทธิ์ของกระชายดำจะไปบำรุงกำลัง เพิ่มฮอร์โมนให้หนุ่ม ๆ ทำให้สมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้น

แต่ใช่ว่า กระชายดำ จะมีประโยชน์แค่เรื่องเพิ่มพลังทางเพศเท่านั้นนะ เพราะกระชายดำยังสรรพคุณมากมาย ทั้งบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง เป็นยาเจริญอาหาร และบำรุงธาตุ แก้หัวใจสั่นหวิว แก้ลมวิงเวียนแน่นหน้าอก แผลในปาก ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผ่องใส ขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะ ฯลฯ และด้วยสรรพคุณอันแสนมหัศจรรย์มากมายขนาดนี้ กระชายดำ เลยถูกขนานนามว่าเป็น "โสมไทย" ซึ่งนิยมปลูกมากจนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเลยทีเดียว

ว่านชักมดลูก

มาที่พืชสมุนไพรสำหรับสาว ๆ กันบ้าง แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้ว เหมาะกับคุณสุภาพสตรีเป็นที่สุด เพราะเหง้าของว่านชักมดลูกมีสรรพคุณช่วยขับประจำเดือนในสตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ส่วนผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร ว่านชักมดลูกก็จะช่วยบีบมดลูกให้เข้าอู่เร็วขึ้น ขับน้ำคาวปลา และรักษาโรคมดลูกพิการปวดบวมได้

นอกจากนั้น ว่านชักมดลูก ยังแก้ริดสีดวงทวาร แก้ไส้เลื่อน แก้โรคลม รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ขณะที่รากของว่านชักมดลูกสามารถใช้แก้ท้องอืดเฟ้อได้อีกต่างหาก

กระเจี๊ยบแดง

หลายคนนำใบและยอดของกระเจี๊ยบแดงไปใส่ในแกง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวในอาหารแล้ว ใบกระเจี๊ยบแดงยังแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด แก้ไอ ละลายเสมหะ ส่วนดอกใช้แก้โรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด

แต่ส่วนที่มีสรรพคุณมากเป็นพิเศษก็คือ ส่วนกลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล สามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต นำไปทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบดื่มช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดความเหนียวข้นของเลือด ขับปัสสาวะ ป้องกันต่อมลูกหมากโตให้คุณผู้ชายได้ด้วย และมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า หากรับประทานกระเจี๊ยบแดงต่อเนื่อง 1 เดือน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ระดับไขมันในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว (LDL) ลดลง และยังเพิ่มไขมันชนิดดีคือ HDL ได้ด้วย

มะขามป้อม

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลางที่จัดเป็นยาอายุวัฒนะ เพราะมีสรรพคุณเพียบในแทบทุกส่วนของต้น แต่ที่รู้จักกันดีก็คือ ผลของมะขามป้อมจะมีรสเปรี้ยวมาก ๆ แต่ก็ชุ่มคอ และให้วิตามินซีสูงมากเช่นกัน ดังนั้น จึงมีคนนำผลมะขามป้อมสดมาใช้เป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

นอกจากนั้นแล้ว ส่วน "ราก" ยังแก้พิษตะขาบกัด แก้ร้อนใน ลดความดันโลหิต แก้โรคเรื้อน ส่วนเปลือก แก้โรคบิด และฟกช้ำ ส่วนปมก้าน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก แก้ปวดฟัน "ผลแห้ง" ใช้รักษาอาการท้องเสียง หนองใน เยื่อบุตาอักเสบ แก้ตกเลือด และส่วน "เมล็ด" ก็สามารถนำไปเผาไฟผสมกับน้ำมันพืช ทาแก้คัน แก้หืด หรือจะตำเมล็ดให้เป็นผง ชงกับน้ำร้อนดื่มแก้โรคเบาหวาน หอบหืด หลอดลมอักเสบก็ได้

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ทุกส่วนมีรสขม สรรพคุณเด่น ๆ ที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้หวัดใหญ่ แก้ร้อนใน เพราะมีฤทธิ์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย หากรับประทานบ่อย ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย นอกจากเรื่องหวัดแล้ว ฟ้าทะลายโจรยังระงับอาการอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ขับเสมหะ รักษาอาการท้องเสีย ลำไส้อักเสบ รักษาโรคตับ เบาหวาน โรคงูสวัด ริดสีดวงทวาร และรสขมของฟ้าทะลายโจรยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย

ข้อควรระวัง ก็คือ คนที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A , ผู้ที่เป็นโรคหัวใจรูห์มาติค , มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย, เป็นความดันต่ำ และสตรีมีครรภ์ ไม่ควรทานฟ้าทะลายโจร และหากใครทานแล้วเกิดปวดท้อง ปวดเอว วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร นอกจากนั้นแล้ว ยังไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกินไป เพราะอาจทำให้แขนขามีอาการชา หรืออ่อนแรงได้

รางจืดขับสารพิษ

น้ำว่านหางจระเข้ เพื่อสุขภาพ

สุขภาพ >> การออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย

การออกกำลังหมายถึงกิจกรรมที่ทีกระทำแล้วทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

สุขภาพ >> การออกกำลังกาย


การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง

หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกาย อาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย